
ใครจะได้ดีกับค่าเงินหยวนเปลี่ยน
....เจียรนัย อุตะมะ
ธนาคารกลางจีนประกาศนโยบายปล่อยให้เงินหยวนเคลื่อนไหวได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น ส่งสัญญาณว่าจีนอาจเริ่มปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าหลังจากที่ตรึงค่าเงินหยวนต่อเหรียญสหรัฐไว้ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2551 การปลดปล่อยค่าเงินหยวนครั้งนี้ผู้ที่ได้รับผลดีไปเต็มๆ คือ เอเชีย แม้ว่าค่าเงินหยวนจะแข็งขึ้นไม่มากก็ตาม
ความคาดหวังเชิงบวกต่อการเปลี่ยนแปลงเงินหยวนของจีน ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นทั่วเอเชีย รวมถึงดัชนีหุ้นไทย เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา ปิดเหนือ 800 จุด นำโดยกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ตลาดหุ้นฝั่งเอเชีย (MSCI Asia +2.6%) ตอบรับเชิงบวกอย่างมากต่อนโยบายในการปฏิรูปค่าเงินหยวนให้มีแนวโน้มแข็งค่ามากขึ้น ทำให้ประเทศคู่ค้า/คู่แข่งส่งออกสินค้าได้มากขึ้น
แต่นักลงทุนในสหรัฐกลับเห็นต่าง เพราะกลัวว่าการแข็งค่าของเงินหยวนอาจทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนหยุดชะงัก สุดท้ายจะกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก หรือฝั่งมองโลกแง่ร้ายคือไม่เชื่อว่ารัฐบาลจีนจะจริงใจในการปรับเปลี่ยนค่าเงินหยวนจริง (อาจเป็นแค่วาทะเพื่อลดแรงกดดันจากฝั่งตะวันตก) หรือถ้าทำก็เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป (ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์สหรัฐส่วนใหญ่เชื่อว่าเงินหยวนควรจะแข็งกว่านี้อีก 40%) ทำให้ดัชนีดาวโจนส์เหวี่ยงจาก +142 จุด ระหว่างวันกลับลงมาปิดเกือบต่ำสุดที่ 10,442 จุด ลบไป 8 จุด
ตลาดมองค่าเงินหยวนน่าจะแข็งค่าขึ้นไม่มากนัก จากผลการสำรวจนักวิเคราะห์ของบลูมเบิร์ก คาดว่าค่าเงินหยวนจะแข็งค่าขึ้นราว 2% เป็น 6.70 หยวนต่อเหรียญสหรัฐ ภายในสิ้นปีนี้ ในขณะที่ NonDeliverable Forward ระยะ 12 เดือนของค่าเงินหยวนปรับตัวแข็งค่าขึ้นและบ่งบอกว่าตลาดคาดว่าเงินหยวนจะแข็งค่าขึ้นราว 3% ในอีก 12 เดือนข้างหน้าไปอยู่ที่ 6.62 หยวนต่อเหรียญสหรัฐ หรือภายในปี 2554 ที่จะส่งผลดีต่อค่าเงินและตลาดหุ้นอาเซียน
“
พรเทพ ชูพันธุ์” นักวิจัยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ คงมุมมองว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าเป็น 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐในปีนี้ จากสมมติฐานที่ว่าจีนจะปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น 3% ในปีนี้ทั้งนี้ ปัจจัยหลักของการแข็งค่าของเงินบาทคือการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐเทียบกับเงินสกุลหลักในเอเชีย และการไหลเข้าของเงินตราจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางของจีนแถลงว่าจะเพิ่มความยืดหยุ่นต่อค่าเงินหยวน โดยอาจเป็นการขยาย Trading Band ให้กว้างขึ้น หรืออาจกลับไปใช้ระบบเสรีตามเดิม ซึ่งเบื้องต้นเชื่อว่าจะเป็นทางเลือกแรกมากกว่า
การเปลี่ยนแปลงค่าเงินหยวนในครั้งนี้เป็นผลดีในระยะยาวทั้งต่อเศรษฐกิจจีน และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เพราะน่าจะทำให้ดุลการค้าของโลกมีความสมดุลมากขึ้น (ไม่ใช่จีนได้เปรียบดุลการค้าตลอดเวลาเพราะของราคาถูก ในขณะที่ประเทศฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐกลับขาดดุลการค้ามหาศาล กระทบการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐ
ทั้งนี้ จะส่งผลให้การบริโภคในจีนเพิ่มขึ้นสร้างความสมดุลกับการส่งออก ทำให้ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ในจีนสูงขึ้น เพิ่มการลงทุนด้านต่างประเทศของจีน การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการที่มีสินทรัพย์ในจีนเท่ากับว่าส่งผลดีต่อประเทศในเอเชียด้วย จากความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ที่มากขึ้น รวมถึงเป้าหมายบริษัทที่จะถูกเข้าซื้อกิจการ รวมถึงค่าเงินที่ลงทุนในจีน
ซิตี้กรุ๊ปประเมินว่า สำหรับในประเทศไทยมี 3 บริษัทที่จะได้ดีในเรื่องนี้คือ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) บริษัท ปตท.เคมิคอล (PTTCH) และบริษัท เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (AP) โดย BBL ปล่อยสินเชื่อในจีน 14% ของสินเชื่อทั้งหมด PTTCH จะเพิ่มกำลังการผลิตเอทิลีน จากความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น และ AP เป็นหุ้นราคาถูกที่ได้ดีจากดัชนีหุ้นที่จะเพิ่มขึ้น เพราะเงินทุนไหลเข้า
นอกจากนั้นกลุ่มที่อิงเงินทุนไหลเข้าโดยตรงเพื่อการลงทุนที่จะได้รับผลดีคือ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น (TICON) บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) และบริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ (ROJNA)
แม้เรื่องจีนจะปล่อยเงินหยวนให้ยืดหยุ่นมากขึ้นนั้นเป็นที่คาดการณ์ของตลาดมานานแล้ว แต่ตอนนี้ใกล้ความจริงเข้าไปอีกขั้นหนึ่ง...รู้แล้วว่าใครได้ใครเสีย...ก็ตัดสินใจลงทุนได้แล้ว...







