
รี-สตาร์ท ‘รฟม.’ ‘พีระยุทธ’ ลุยปักธงรถไฟฟ้า
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ
6 เดือนเต็มแล้ว นับตั้งแต่การลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ของ ยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุลวันที่ 20 ก.ย. 2557 วันนี้ รฟม.มีผู้ว่าการ รฟม.คนใหม่ คือ พีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา
“ผมมีเวลา 2 ปี เพราะสัญญาจ้างจะหมดอายุเดือน มี.ค. 2560 ก็ชัดเจนว่าภารกิจที่ได้รับมอบหมาย คือ ผลักดันโครงการลงทุนรถไฟฟ้าตามแผนรัฐวิสาหกิจ รฟม. ซึ่งความจริงโครงการรถไฟฟ้ามีแผนหมดแล้วว่าจะลงทุนอะไร เมื่อไหร่ ผมมีหน้าที่ขับเคลื่อนให้เป็นไปตามนั้น รวมถึงมีหน้าที่พัฒนาองค์กร ปรับปรุงประสิทธิภาพองค์กร ดูแลสวัสดิการพนักงาน และสร้างความสามัคคีในองค์กร” พีระยุทธ ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์”
สำหรับภารกิจแรกที่ต้องดำเนินการให้เห็นผล พีระยุทธ ระบุว่า คงเป็นโครงการที่ทุกคนเฝ้ารออยู่ คือ การเปิดเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ ซึ่งขณะนี้การก่อสร้างงานโยธามีความคืบหน้าไปแล้ว 99% ส่วนการลงทุนระบบเดินรถและอาณัติสัญญาณ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (บีเอ็มซีแอล) จะนำเข้าขบวนรถไฟฟ้าที่ผลิตจากญี่ปุ่นมาได้ในเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้ และเริ่มทดสอบระบบต้นปี 2559 ก่อนเปิดบริการวันที่ 12 ส.ค. 2559
ขณะที่โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระ ขณะนี้งานโยธามีความคืบหน้า 60% แล้ว คาดว่างานก่อสร้างจะแล้วเสร็จปลายปี 2560
อย่างไรก็ตาม พีระยุทธยอมรับว่าหนักใจในการคัดเลือกเอกชนเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย เพราะแม้ว่าบอร์ด รฟม.จะอนุมัติให้เจรจากับบีเอ็มซีแอลมาเดินรถต่อเนื่อง แต่จะต้องให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และกระทรวงการคลังพิจารณา ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ หาก ครม.อนุมัติจะใช้เวลาเจรจาอย่างต่ำ 3 เดือน
“แม้บอร์ด รฟม.เห็นชอบตามมติของคณะกรรมการ มาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ 2535 ที่ให้เจรจาตรงกับบีเอ็มซีแอลแล้ว แต่เนื่องจาก พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ 2535 กำหนดว่า หากใช้วิธีเจรจาจะต้องเสนอ ครม.อนุมัติ หาก ครม.เห็นชอบตามที่เสนอ ก็คาดว่าการเจรจาจะจบและเซ็นสัญญาได้ในปีนี้ ส่วนเอกชนจะใช้เวลาจัดหารถและวางระบบ 33-36 เดือน ก็น่าจะเปิดเดินรถได้ในปี 2561 ซึ่งล่าช้าไป 1 ปี หลังงานโยธาแล้วเสร็จ แต่หาก ครม.ไม่เห็นด้วยกับการเปิดเจรจาก็ต้องประมูล การเปิดเดินรถก็จะลากยาวออกไปอีก”
พีระยุทธ ระบุว่า รฟม.ยังจะเสนอ ครม.เปลี่ยนวิธีการคัดเลือกเอกชนร่วมทุนเดินรถโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายจาก PPP Gross Cost มาเป็นระบบ PPP Net Cost เพื่อลดภาระการลงทุนของรัฐบาล
“การใช้รูปแบบ PPP Gross Cost ก็เหมือนกับว่ารัฐบาลซื้อรถเองและลงทุนระบบเอง แต่ให้เอกชนจ่ายไปก่อน จากนั้นรัฐบาลจะทยอยจ่ายเงินลงทุนบวกกับค่าจ้างเดินรถตลอดอายุสัญญาสัมปทานให้เอกชน แต่ถ้าเป็น PPP Net Cost เอกชนจะลงทุนทั้งหมด จัดเก็บรายได้เอง และแบ่งกำไรให้รัฐบาล ซึ่งวิธีนี้ภาคเอกชนจะมีความเสี่ยงในระดับที่ยอมรับได้ ส่วนภาครัฐจะไม่มีภาระงบประมาณ”
พีระยุทธ กล่าวว่า ในส่วนการขับเคลื่อนการลงทุนรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ นั้น รฟม.มีแผนจะเสนอกระทรวงคมนาคมและ ครม.อนุมัติโครงการ ก่อนเปิดประมูลงานโยธาโครงการรถไฟฟ้า 6 เส้นทาง ภายในต้นปี 2559 และเริ่มก่อสร้างกลางปี 2559 วงเงินก่อสร้างงานโยธารวม 2.87 แสนล้านบาท
ประกอบด้วย 1.รถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงพระรามเก้า-มีนบุรี 7.6 หมื่นล้านบาท 2.รถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงพระรามเก้า-ตลิ่งชัน 7-8 หมื่นล้านบาท 3.รถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี 2.01 หมื่นล้านบาท 4.รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง 2.1 หมื่นล้านบาท 5.รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงบางแค-พุทธมณฑล สาย 4 (รถไฟฟ้าบนดิน) 1 หมื่นล้านบาท 6.รถไฟฟ้าสายสีม่วงส่วนต่อขยาย ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ 8 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ช่วงสมุทรปราการ-บางปู ที่ รฟม.ออกแบบเสร็จแล้ว และคาดว่าจะเสนอ ครม.อนุมัติและเปิดประมูลก่อนปี 2565
“รัฐจะรับภาระลงทุนงานโยธา แต่ถ้าเป็นการเดินรถ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ให้นโยบายว่าจะใช้วิธีการร่วมลงทุนกับเอกชน และน่าจะใช้วิธีร่วมทุน PPP Net Cost เพราะท่านมองในแง่การใช้จ่ายงบประมาณ คือ ถ้าไปซื้อเองก็เป็นภาระงบประมาณ จึงให้เอกชนเข้ามาลงทุนและแบ่งส่วนรายได้ให้รัฐ ขณะที่เอกชนแม้จะมีความเสี่ยง แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่เขาอยู่ได้ อีกทั้งในอนาคตระบบรถไฟฟ้าจะขยายขึ้นมาใหญ่โต คือมีโครงข่ายกว่า 300 กิโลเมตร ซึ่งถ้าเขาได้รายได้มาก เราก็ต้องกำหนดเงื่อนไขเจรจาให้เขาแบ่งรายได้กลับคืนมาให้รัฐบาลเพิ่มขึ้นด้วย”
ส่วนกรณีที่กระทรวงคมนาคมมีนโยบายจะยกเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายแบริ่ง-สมุทรปราการ และสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ให้กรุงเทพมหานครนั้น พีระยุทธ กล่าวว่า กระทรวงและ รฟม.อยู่ระหว่างเจรจากับกรุงเทพฯ เพื่อให้เข้ามารับช่วงบริหารรถไฟฟ้า 2 เส้นนี้ แต่มีเงื่อนไขว่ากรุงเทพฯ ต้องรับภาระค่าก่อสร้างงานโยธาที่ลงไปแล้วทั้งหมด 4.5 หมื่นล้านบาท
“กระทรวงคมนาคมมองว่ารถไฟฟ้าสีเขียว 2 เส้น เป็นส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าบีทีเอสช่วงหมอชิต-แบริ่ง การทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ก็คือให้มีการเดินรถต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อโอนเส้นทางให้กรุงเทพฯ ก็หนีไม่พ้นที่กรุงเทพฯ จะจ้างบีทีเอสมาเดินรถ แต่ก่อนจะโอนไป พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม บอกว่า ถ้าจะเอาไปต้องเคลียร์หนี้ให้เบ็ดเสร็จหมดจดก่อน โดยกรุงเทพฯ รับปากว่าจะให้คำตอบโดยเร็วที่สุด เช่นเดียวกับการเดินรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าสายสีม่วงและส่วนต่อขยาย รถไฟฟ้าสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ซึ่งเป็นไปได้สูงที่ รฟม.จะเจรจากับทางบีเอ็มซีแอลให้เดินรถต่อเนื่อง”
นอกจากนี้ พีระยุทธยังเป็นห่วงว่า ในปัจจุบัน รฟม.มีภาระหนี้สินสะสมกว่า 1 แสนล้านบาท และหากจะต้องกู้เงินลงทุนงานโยธารถไฟฟ้าอีก 3 แสนล้านบาท รฟม.จะอยู่ในภาวะเตี้ยอุ้มค่อม
“มีคนพูดว่า รฟม.ต้องหาทางเลี้ยงตัวเองให้ได้ แต่ปรากฏว่าเราจะขยับมาพัฒนาที่ดินที่มีอยู่ไม่ได้ เพราะติดกฎหมาย ครั้นจะไปขอเงินรัฐบาลมาซื้อที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าเพื่อหารายได้ รัฐบาลมักจะไม่ค่อยให้ เพราะบอกว่าไม่ใช่ภารกิจหลักของ รฟม. และวันนี้หนี้ที่ รฟม.มีอยู่ก็ไม่ต่างจากหนี้ของขสมก.ที่รัฐบาลไม่ยอมเคลียร์ให้ เพราะถือว่าเราเป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่ส่วนราชการเหมือนกรมทางหลวง”
พีระยุทธ ทิ้งท้ายว่า “ผมมีเวลา 2 ปี แต่จะวางตารางงานและเปิดประมูลให้เสร็จ ผมเหมือนผู้เล่นที่โค้ชส่งลงสนามให้เหมาะสมกับช่วงเวลา และแม้ว่านโยบายลงทุนรถไฟฟ้าไม่เคยเปลี่ยน แต่ทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล จะเปลี่ยนบอร์ด รฟม. หรือเปลี่่ยนผู้ว่าการ รฟม. งานก็ล่าช้าและสะดุดบ้าง”







