
เฟดเสียงแตกขึ้นดอกเบี้ย
โดย...บล.เอเซีย พลัส
โดย...บล.เอเซีย พลัส
รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐ หรือเฟด เมื่อวันที่ 17-18 มี.ค. 2558 ที่มีการเปิดเผยเมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา มีประเด็นที่น่าติดตามคือ มุมมองของระยะเวลาการปรับขึ้นดอกเบี้ย จากรายงานแจ้งว่า คณะกรรมการเฟดมีความเห็นในเรื่องของระยะเวลาการขึ้นดอกเบี้ยฯ ที่แตกต่างกันโดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
- กลุ่มที่ 1 สนับสนุนให้มีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยฯ ครั้งแรกในเดือน มิ.ย. โดยเชื่อว่าข้อมูลและทิศทางเศรษฐกิจที่ผ่านมาดีต่อเนื่อง
- กลุ่มที่ 2 มีความเห็นว่าจากราคาพลังงานที่ลดลงพร้อมกับค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น จะเป็นปัจจัยกดดัน อัตราเงินเฟ้อไม่ให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ที่ 2% ดังนั้นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกน่าจะเกิดขึ้นภายในปีนี้
- กลุ่มที่ 3 (เสียงส่วนน้อย) มีความเห็นว่าจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่พร้อม ทำให้การใช้นโยบายการเงินที่เข้มมากขึ้นไม่น่าเกิดขึ้นจนกระทั่งปี 2559
อย่างไรก็ตาม จากรายงานการประชุมเฟดที่นำเสนอเป็นการพิจารณาบนข้อมูลก่อนเดือน มี.ค. 2558 ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐไม่ได้ตอบรับเชิงลบต่อรายงานการประชุมดังกล่าวอย่างมีนัย โดยยังมีความหวังว่าเฟดจะทบทวนแผนการขึ้นดอกเบี้ยใหม่ หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน มี.ค. 2558 ออกมาต่ำกว่าที่คาดหวังมาก (เพิ่มขึ้นเพียง 1.26 แสนตำแหน่ง ต่ำกว่าที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 2.48 แสนตำแหน่ง และถือเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2556)
n เริ่มได้เห็นสัญญาณขายจากสถาบันในประเทศกันบ้างแล้ว วันที่ 8 เม.ย.ขายสุทธิ 1,260 ล้านบาท คาดว่าน่าจะเป็นในส่วนของ Trigger Fund บางกองที่สามารถทำผลตอบแทนได้ถึงเป้าหมาย ทั้งนี้เชื่อว่าจะยังคงมีแรงขายจากสถาบันในประเทศออกมาอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่มีการไล่ซื้อมาตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค.-ปัจจุบัน สถาบันซื้อสุทธิไปแล้วกว่า 1.42 หมื่นล้านบาท โดยแรงซื้อส่วนใหญ่ในช่วงเวลาดังกล่าวเชื่อว่าจะมาจากการออก Trigger Fund กองใหม่ๆ
ทั้งนี้ ในเดือน มี.ค. 2558 ที่ผ่านมา มีกอง Trigger เปิดใหม่ถึง 12 กอง แบ่งเป็นกองที่เสนอขายในช่วง 27 ก.พ.-17 มี.ค. 2558 มีอยู่ 5 กอง ขนาดรวม 6,000 ล้านบาท และกองที่เสนอขายในช่วง 17 มี.ค.-1 เม.ย. 2558 มี 7 กอง ขนาด 8,500 ล้านบาท และเป้าหมายการทำกำไรของกองเหล่านี้จะอยู่ระหว่าง 3-6% ซึ่งตลาดฟื้นตัวขึ้นในช่วง 30 มี.ค.-8 เม.ย. 2558 ให้อัตราผลตอบแทนสูงสุดกว่า 4% ทำให้จะมีหลายกองที่ถึงเป้าทำกำไรแล้ว และน่าจะเป็นเหตุให้ทำการขายลงมาได้ จุดที่น่ากลัวของตลาดหากสถาบันเริ่มขายจริง ตลาดซึ่งขาดแรงซื้อใหม่ๆ เข้าหนุนอาจเกิดอาการลงหนักได้ (ดูได้จากมูลค่าการซื้อขายที่ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 7 วันที่ผ่านมา ซึ่งผิดธรรมชาติของการไล่ราคา ที่จะเริ่มจากมูลค่าการซื้อขายน้อยๆ และค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น สะท้อนว่าตลาดขาดแรงซื้อใหม่ๆ เข้าเติม)
n นักลงทุนต่างประเทศจะเข้าซื้อสุทธิกว่า 2,000 ล้านบาท แต่ปริมาณการซื้อขายของต่างชาติโดยรวมยังต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 8 เม.ย.น้ำหนักในการชี้นำดัชนีจึงอยู่ที่สถาบันมากกว่า นอกจากนี้แล้วยังต้องระวังการขายทำกำไรของพอร์ตโบรกเกอร์ที่มีการไล่ซื้อเก็งกำไรในช่วง 5 วันที่ผ่านมา กว่า 5,000 ล้านบาท โดยมีโอกาสสูงที่จะขายทำกำไรช่วง 2 วันสุดท้ายก่อนถึงช่วงหยุดยาว 5 วัน จากสถิติวันหยุดยาวเกิน 4 วัน ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าพอร์ตโบรกเกอร์จะขายสุทธิในช่วง 2-4 วันก่อนวันหยุดยาวทุกครั้ง
n ไกลยุทธ์การลงทุนให้เลือกหุ้นที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนชนะตลาด ในช่วงหลังสงกรานต์ เช่น บริษัท วนชัยกรุ๊ป หรือ VNG ให้มูลค่าเหมาะสม 10.25 บาท และบริษัท อินทัชโฮลดิ้งส์ (INTUCH) ให้เป้าหมาย 113 บาท สำหรับหุ้นที่มีพีอีต่ำ และมี Story เด่น บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ (STPI) และบริษัท บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี หรือ BJCHI ส่วนหุ้นที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลงคือ บริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง (ASK) และบริษัท ศุภาลัย (SPALI)







