
ธปท.ส่องหนี้ครัวเรือน เริ่มลดลงปี’59
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
หลังจากหลายฝ่ายออกมาแสดงความเป็นห่วงว่า การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนใน 2 เดือนแรกปีนี้ไม่ฟื้นตัว สาเหตุมาจากแรงกดดันของหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงออกมายืนยันว่า หนี้ครัวเรือนของไทยมีแนวโน้มจะลดลงตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป หลังจากภาระการผ่อนรถยนต์คันแรกเริ่มหมดลง ส่งผลให้กำลังซื้อของครัวเรือนดีขึ้น
ดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการ สำนักเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธปท. ระบุว่า แม้หนี้ครัวเรือนจะขยายตัวสูงกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีพีดี) จนสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงขึ้น จาก 84.7% ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2557 เป็น 85.9% ณ ไตรมาส 4 ปี 2557 และสัดส่วนหนี้ครัวเรือนจะยังเพิ่มขึ้น แต่แนวโน้มของหนี้ชะลอลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2556
ทั้งนี้ เมื่อสิ้นไตรมาส 4 ปี 2557 อัตราการเพิ่มของหนี้ชะลอลงมาอยู่ที่ 6.5% ส่วนหนึ่งเพราะครัวเรือนมีแนวโน้มระมัดระวังการใช้จ่าย ขณะที่สถาบันการเงินก็ระมัดระวังการปล่อยกู้ด้วย ดังนั้นหนี้ภาคครัวเรือนในปี 2559 น่าจะมีแนวโน้มดีขึ้น อีกทั้งภาระหนี้จากโครงการรถยนต์คันแรก ที่จะผ่อนชำระหมดสำหรับผู้ที่ผ่อนชำระ 4 ปี ทำให้ผู้บริโภคกลับมามีรายได้ในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น จากเดิมที่ภาระหนี้รถยนต์คันแรกมีสัดส่วนสูงกดดันการบริโภคของประชาชน
ด้าน สมหมาย ภาษี รมว.คลัง เปิดเผยว่า หนี้ครัวเรือนของไทยล่าสุดไตรมาส 4 ปี 2557 มีจำนวน 10.4 ล้านล้านบาท หรือ 86% ของจีดีพี แม้ว่าจะเพิ่มขึ้น แต่อัตรา
ขยายตัวชะลอลง และหนี้ครัวเรือนที่สูงไม่ได้น่าเป็นห่วงเสมอไป เพราะบ่งบอกถึงการเข้าถึงสถาบันการเงินได้ดี นอกจากนี้ต้องดูคุณภาพของหนี้ครัวเรือน ซึ่งหนี้ครัวเรือนของไทยถือว่ามีคุณภาพดี
ทั้งนี้ หากดูสัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทย จะพบว่า เป็นหนี้ที่เกิดจากการกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย 27% กู้ซื้อรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ 16% หนี้สหกรณ์ 15% หนี้เพื่อการพาณิชย์ทำธุรกิจ 17% รวมแล้ว 75% กลุ่มนี้เป็นหนี้ที่มีคุณภาพ มีหลักประกันในการกู้เงิน
สำหรับหนี้ครัวเรือนที่เหลือ 25% เป็นสินเชื่อเพื่อการบริโภค เช่น การศึกษา ทำงานต่างประเทศ ซ่อมแซมบ้าน มีสัดส่วน 19% เป็นสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อบุคคลที่หลายฝ่ายเป็นกังวล อย่างละ
3% รวมแล้ว 6% ถือว่ามีสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับหนี้ครัวเรือนทั้งหมด
นอกจากนี้ ยังพบว่าเป็นการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ 43% สถาบันการเงินของรัฐ 29% และสหกรณ์อีก 15% รวม 87% ถือว่าเป็นการปล่อยสินเชื่อและตรวจสอบอย่างเป็นระบบทำให้
ไม่น่าเป็นห่วง
ขณะเดียวกันเมื่อดูตัวเลขหนี้เสียของหนี้ครัวเรือนโดยรวมอยู่ที่ 3.1% ถือว่าระดับต่ำ ไม่น่ากังวลต่ำ โดยบุคคลธรรมดามีหนี้เสีย 4.7% และหนี้เสียเพื่อที่อยู่อาศัย อยู่ที่ 3.4% สูงกว่าหนี้เสียรวมอยู่เล็กน้อย
รมว.คลัง ระบุว่า แม้หนี้ครัวเรือนจะมีคุณภาพ ไม่น่าเป็นห่วง แต่รัฐบาลก็มีมาตรการแก้ไขต่อเนื่อง ทั้งการให้เงินช่วยเหลือชาวนาและชาวสวนยาง ที่ส่วนหนึ่งนำไปใช้หนี้ครัวเรือน จากนี้จะเติมเงินให้กองทุนหมู่บ้าน 4 หมื่นล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ให้สมาชิกต่อไป







