
ซิกเนเจอร์ที่เปลี่ยนไป ไกรวิทย์ พุ่มสุโข
โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร
โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร
การได้ทำตามความฝันมันมีความสุข มาถึงวันนี้ชีวิตทำในสิ่งที่อยากทำ และเป็นในสิ่งที่อยากเป็น ไกรวิทย์ พุ่มสุโข หรือต้อม อดีตนักร้องนักแสดงผู้เชี่ยวกรำอยู่ในวงการบันเทิงมาอย่างยาวนาน เป็นไอดอลของหลายคน ช่วงหนึ่งหายหน้าไป เนื่องจากไปใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศ
อัพเดทพี่ต้อมวันนี้ด้วยท่าทีสบายๆ ในชุดกางเกงกระโปรงสีดำ ทรงผมยาวสลวยถึงกลางหลัง เขาหัวเราะชอบใจเมื่อถูกทักว่าเปลี่ยนไปนะ! บอกว่านี่แหละซิกเนเจอร์ในตอนนี้ คือความสบายที่มีสีสัน จากผมสั้นสุดเนี้ยบก็กลายเป็นผมยาว ทุกวันคือการเล่นกับผมตัวเอง สนุกกับอารมณ์ความรู้สึก เช่น วันนี้อยากถักเปียตะขาบ ก็ถักเปียตะขาบ วันนี้อยากรวบก็รวบ หรือวันนี้อยากลุคผมตรงเป๊ะ ก็เป๊ะ (ฮา)
“ชีวิตเป็นแบบนั้น วันนี้อายุเกือบ 50 ปีแล้ว ขออยู่อย่างสบายๆ” ต้อมเล่า
จุดเปลี่ยนที่พลิกทุกอย่างในชีวิต คือการเสียชีวิตของคุณแม่เมื่อปีที่แล้ว คุณแม่เป็นคนดูแลตัวเอง โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ ไปพบหมอตามนัด ใช้ชีวิตระมัดระวัง เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวหรือเตรียมใจ จู่ๆ คุณหมอก็บอกว่าแม่ป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือด ลูคีเมียชนิดเฉียบพลัน ขอให้ญาติทำใจเพราะไม่เกิน 3 เดือน
“ทุกอย่างมันเหมือนกะพริบตาทีเดียว ทุกอย่างเปลี่ยนหมด จิตตกหมด แผนชีวิตความคิดความไม่คิด มันระเบิดตรงหน้าเดี๋ยวนั้นเลย”
พี่ต้อมบอกว่า เป็นลูกแหง่ที่ติดแม่ แม่เป็นทั้งแม่ เป็นทั้งเพื่อน คุยได้เมาท์ได้ ไปไหนไปด้วยกันทุกที่ ยอมรับสภาพของเรา แม่เป็นทุกอย่างในชีวิต เมื่อรู้ว่าแม่จะไป จึงเป็นอะไรที่ทำใจยาก ดูแลแม่อย่างเต็มที่ 1 ปีแม่ก็ไป เสียใจและติดค้างอยู่ทุกวันนี้ เพราะตลอดเวลาไม่ยอมบอกความจริงกับแม่ว่าแม่เป็นอะไร กลัวแม่จะท้อแท้แล้วพานไม่สู้ กลัวว่าแม่จะหมดกำลังใจ
สองจิตสองใจแต่ในที่สุดก็ตัดสินใจไม่บอก ยังเสียใจอยู่ทุกวันนี้ เพราะถ้าแม่รู้แม่อาจสั่งเสียอะไร บอกคำลาแก่กัน เสียใจแต่ถือว่าทำดีที่สุด ความตายของแม่เปลี่ยนทุกอย่าง เพราะทำให้รู้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือสุขภาพ ไม่มีอะไรสำคัญเท่าสิ่งนี้จริงๆ
ความตายที่มาถึงอย่างเยือกเย็นและทุกข์ทรมานใจ ใช้ชีวิตต้องไม่ประมาท ต้อมบอกว่า ทุกคนเหมือนกันจะเมื่อไหร่และอย่างไรเท่านั้น ในวัยใกล้ 50 คุยกับตัวเองได้มากขึ้น บอกตัวเองได้มากขึ้น อยากทำอะไรถ้าไม่เดือดร้อนอะไรใครก็ทำไปเถอะ เพราะชีวิตวันพรุ่งนี้ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่าจะมีมั้ย
หลังจากคุณแม่เพิ่งเสียชีวิตเมื่อปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งหลักพอได้แล้วในตอนนี้ ชีวิตก็เดินหน้าต่อ หลักๆ ก็คือการดูแลกิจการร้านสุโขซาลอน ซึ่งปัจจุบันมีสองสาขาที่เอสพละนาด ถนนรัชดาภิเษก กับที่พาซิโอ ถนนสุขาภิบาล 3 ดูแลทีมงานกว่า 13 คน ที่นี่ขึ้นชื่อในเรื่องการดัดการย้อมและการดูแลสุขภาพผมที่ดี
นอกจากนี้ มีโครงการทำรายการวาไรตี้คลับ “สุโขสโมสร” เป็นรายการเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ สุขภาพและบิวตี้ อัพเดทเทรนด์ใหม่ๆ จะออกอากาศในเดือน พ.ค.นี้ ทางช่องทรู 76 และที่กำลังสนใจคือการทำแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ อายุมากขึ้น ที่ขาดไปคือมอยส์เจอร์ความชุ่มชื่น วัตถุประสงค์แรกคือทำเพื่อใช้กับตัวเอง ปัจจุบันอยู่ระหว่างพัฒนาสูตร เป็นครีมเข้มข้นผสมกันแดดที่ไม่เหนอะหนะ เหมาะกับเมืองร้อนแบบประเทศไทย
กลับมาที่ไลฟ์สไตล์ของไกรวิทย์ที่กลายเป็นซิกเนเจอร์ใหม่ เรื่องกางเกงและผมยาวนี้มีที่มา สำหรับกางเกงก็เพราะมันใส่สบายที่สุด ปกติอยู่เมืองไทยไม่เคยใส่กางเกงยีนส์ เพราะมันร้อน คับและแนบติดตัว “ตอนไปใช้ชีวิตที่แคนาดาก็ทำให้ต้องใส่ยีนส์อยู่หลายปีนะ เพราะมันหนาว ใส่ยีนส์อยู่เกือบ 10 ปี กลับมาอยู่เมืองไทยเมื่อ 2-3 ปีก่อน ไม่อยากกลับไปใส่สแล็กส์แล้ว เพราะจิตวิญญาณเราเปลี่ยนไปแล้ว เสาะแสวงหาจนพบว่า กางเกงกระโปรงนี่แหละ...สบายที่สุด จากกางเกงเป้ายาน ก็ยานลงไปเรื่อยๆ (ฮา) จนกลายเป็นกางเกงกระโปรงที่ทุกคนคุ้นแล้วตอนนี้”
ผมนั้นไว้ยาวตั้งแต่อยู่ที่ต่างประเทศ เพราะลูกค้าจำได้ “เวลามาที่ร้านก็จะถามหาช่างผมชาวเอเชีย ผมยาวๆ หน้าตาดีๆ (ฮา) ก็เลยกลายเป็นผมยาวมาตั้งแต่นั้น มาเจอเหตุเล็กน้อยในช่วงหนึ่งที่ผมเถิกมาก เถิกลึกเข้าไปเกือบครึ่งหัว ต้องผ่าตัดนำรากผมที่ท้ายทอยมาปลูกที่หน้าผาก เดี๋ยวนี้มีความสุข เราเป็นช่างผม เราต้องมีความสุขกับผมของเรา ไม่อย่างนั้นเราจะส่งต่อความสุขให้แก่ลูกค้าที่มาทำผมร้านของเราได้หรือ”
ต้อมเรียนจบปริญญาตรีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจบปริญญาโทเอ็มบีเอ ภาคอินเตอร์จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ช่วงเรียนหนังสือก็ทำงานในวงการบันเทิงทุกรูปแบบ เป็นทั้งดารา นักร้อง นักแสดง พิธีกรเบื้องหน้าเบื้องหลัง ถึงจุดหนึ่งก็เบื่อๆ อยากๆ ใจนึกอยากตามอีกหนึ่งความฝันคือการไปใช้ชีวิตต่างประเทศ จึงตัดสินใจไปเรียนทำผมที่แคนาดา Joji's Hair Academy จบแล้วเปิดร้านซาลอนเป็นของตัวเองที่แวนคูเวอร์ Shimmer & Shine และ Pompadour เกือบ 10 ปี จึงตัดสินใจกลับประเทศไทย เพื่อมาดูแลแม่และเป็นเพื่อนแม่
ชีวิตตอนนี้พยายามให้ความสำคัญกับเรื่องของสุขภาพ กำลังจะกลับมาออกกำลังกาย ไม่อยากอ้วน เพราะอ้วนแล้วแต่งตัวไม่สวย “บอกทุกคนในชีวิตว่าให้ระวังเรื่องสุขภาพนะ เตือนเขา หรือการทำรายการทีวีก็ตั้งใจไว้เลยว่า ส่วนหนึ่งของรายการต้องมีเนื้อหาด้านสุขภาพ เหมือนบอกบุญผู้คน ไม่อยากให้ใครต้องทุกข์ทน เจ็บปวดเหมือนแม่
ชีวิตไม่กลัวอะไร อายุมาถึงขนาดนี้ อยากทำอะไรก็ทำ ถือคติว่า เราเป็นเรา ที่ผ่านมาคือการใช้ชีวิตควบคู่กับจริยธรรม มั่นใจในตัวเองแต่ก็อยู่ในกรอบประเพณี พี่ต้อมบอกว่า มั่นใจสูงเกินไปก็ก้าวร้าว มั่นใจน้อยเกินไปก็ทำร้ายตัวเอง พรที่มาพร้อมเวลาในชีวิตคือ เส้นแห่งความพอดี ชั่งน้ำหนักได้ระหว่างบรรทัดฐานของสังคมและบรรทัดฐานของตัวเอง
คนเห็นเราแต่งตัวแบบนี้ ไว้ผมแบบนี้ ถามเราว่าพี่จะลุกขึ้นมาแต่งหญิงหรือ ผมยาวใส่ขาบานใส่กระโปรง ไม่! เราไม่ได้อยากแต่งแบบนั้น เราแต่งแค่เราสบายและเป็นเรา คนยอมรับชื่นชมเรา เราก็ขอบคุณค่ะ คนไม่ชอบไม่ยอมรับ ก็ อ๋อ ไม่ชอบเหรอคะ แต่โชคดีที่โลกสมัยนี้ดูกันที่งาน” ต้อมว่า







