
วัดฝีมือ ‘พล.อ.ฉัตรชัย’ ฟ้องแพ่งแสนล้านโปะ ‘หนี้จำนำข้าว’
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
แม้ว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ชินวัตร จะยุติลงไปแล้ว
ทว่าการดำเนินโครงการใน 5 ฤดูกาลการผลิต ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 2554 และสิ้นสุดลงทันทีหลังการรัฐประหารวันที่ 22 พ.ค. 2557 ได้สร้างภาระทางการคลังให้ประเทศสูงเป็นประวัติการณ์
ทั้งนี้ แม้ว่านโยบายประชานิยมที่รัฐบาลในงบปกติและเงินกู้ 1.1 ล้านล้านบาท ทยอยเข้าซื้อข้าวเปลือกทุกเมล็ดจากชาวนาในราคา 1.5 หมื่นบาท/ตัน ทำให้มีเม็ดเงินกระจายเม็ดเงิน 8-9 แสนล้านบาท ลงสู่มือชาวนาทุกระดับและทำให้เศรษฐกิจระดับฐานรากคึกคัก
แต่โครงการนี้เพียงโครงการเดียวก็สร้างความเสียหายในระดับที่เรียกว่ามหาศาล เมื่อผลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2557 ปรากฏว่าเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวเปลือกสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ผลขาดทุนเพิ่มเป็น 5.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดปิดบัญชีวันที่ 22 พ.ค. 2557 ที่มีผลขาดทุน 5.18 แสนล้านบาท
อีกทั้งเหลือข้าวสารในสต๊อก 17.5 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าตามราคาตลาด 2.3 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม จากการที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่งทีมงานกว่า 100 ทีมลงตรวจสอบสต๊อกข้าวทั่วประเทศ ปรากฏข้อมูลที่น่าตระหนกว่า ข้าวในโกดังที่อยู่ในความดูแลขององค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เป็นข้าวเน่า ข้าวเสื่อมสภาพ และไม่ตรงกับสเปกสูงถึง 5.37 ล้านตัน มูลค่าความเสียหาย 9.2 หมื่นล้านบาท
ด้วยข้อมูลจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา มีการระบุว่า อ.ต.ก.ได้รายงาน นบข.ว่า ได้ดำเนินการแจ้งความกับเซอร์เวเยอร์และเจ้าของโกดัง 46 รายที่ดูแลโกดังกลาง 272 แห่ง ซึ่งพบว่ามีข้าวเสียหาย 1.37 ล้านตัน มูลค่าความเสียหาย 2.74 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นข้าวผิดสเปก 1.74 หมื่นตัน ข้าวเสีย 3.94 หมื่นตัน และข้าวเสื่อมสภาพ 1.31 ล้านตัน
ขณะที่ จินตนา ชัยยวรรณาการ ประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (บอร์ด อคส.) ระบุว่า มีข้าวสารของรัฐบาลที่เก็บไว้ในโกดังของ อคส.เสียหาย 4 ล้านตัน ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 6.5 หมื่นล้านบาท โดย อคส.ได้แจ้งความดำเนินคดีกับคู่สัญญาแล้ว และอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน ส.ค.นี้
“การฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจะแบ่งเป็น 2 กรณี คือ หากเป็นข้าวผิดชนิด เช่น รับฝากข้าวหอมมะลิแต่นำข้าวชนิดอื่นมาส่งมอบ จะฟ้องเรียกค่าเสียหาย 100% ของมูลค่าข้าว และให้ข้าวส่วนนี้ตกเป็นของคู่สัญญา ส่วนข้าวที่เสื่อมสภาพ 3.9 ล้านตัน แบ่งเป็น ข้าวที่เสียหายมาก 6.5 แสนตัน และข้าวต่ำกว่ามาตรฐานหรือข้าวสีเปลี่ยน 3.2 ล้านตัน จะต้องนำข้าวส่วนนี้ออกมาขายก่อนว่าได้ราคาเท่าไหร่ จากนั้นจะนำมาหักลบกับราคาข้าวในตลาด หากมีส่วนต่างเท่าใดก็จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากคู่สัญญาเท่านั้น” จินตนา ระบุ
กระนัั้น การไล่ล่าทวงเงินค่าเสียหายกรณีข้าวเน่าและข้าวเสื่อม หนีไม่พ้นว่าจะต้องเป็นภาระของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดการข้าวสารในสต๊อกรัฐ
“เราแจ้งความแล้ว ตอนนี้ขั้นตอนได้เข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง และดำเนินดดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว ซึ่งตามกฎหมายเดี๋ยวตำรวจจะต้องดำเนินคดี อะไรที่ต้องสืบสวนก็ทำไป ส่วนจะได้เงินกลับมาทั้งหมดหรือไม่ยังตอบไม่ได้ ต้องไปดูในอนาคต” พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว
ส่วนการฟ้องคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายกรณีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับบุญทรงเตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์และพวก 3.52 หมื่นล้านบาท พล.อ.ฉัตรชัย ระบุว่า “ก็กำลังฟ้องอยู่”
จึงเท่ากับว่าหน้าที่การตามทวงเงินเรียกค่าเสียหายและการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว 1.25 แสนล้านบาท ต้องฝากไว้กับฝีมือของ พล.อ.ฉัตรชัย
อีกภารกิจที่หนักหนาไม่แพ้กัน สำหรับ พล.อ.ฉัตรชัย คือ การระบายข้าวในสต๊อกกว่า 17 ล้านตันให้เสร็จสิ้นในปี 2559 โดยเฉพาะปีนี้ พล.อ.ฉัตรชัยตั้งเป้าระบายข้าว 10 ล้านตัน
“เราต้องขายข้าวอย่างระมัดระวัง ต้องถูกต้อง ซึ่งเรามีกระบวนการและมาตรการอยู่แล้วว่าจะขายแบบไหน ซึ่งตอนนี้ข้าวในสต๊อก 17 ล้านตัน ขายได้แล้ว 3 ล้านตัน และภายใน 2 ปีต้องให้จบ เพราะมันมีค่าใช้จ่าย แต่ก็ต้องระวังไม่ให้กระทบราคาข้าวในประเทศ เดี๋ยวจะเดือดร้อนถึงชาวนา” พล.อ.ฉัตรชัย ย้ำ
หาก พล.อ.ฉัตรชัย ทำภารกิจนี้สำเร็จรับรองคะแนนเทมาแน่







