
เร่งรายย่อยติวเข้มตลาด ก่อนโค้งสุดท้ายสู่เออีซี
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
นับจากนี้เหลือระยะเวลาอีก 8 เดือนเท่านั้น ที่ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ประชาคมอาเซียน ที่ประกอบด้วยเสาหลักด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านการค้าที่เรียกว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่มีนัยสำคัญทางเศรษฐกิจ จากจำนวนกำลังซื้อพลเมืองอาเซียนรวมกันไม่ต่ำกว่า 600 ล้านคน ซึ่งหมายถึงโอกาสทางการตลาดใหญ่สำหรับเจ้าของธุรกิจที่รวมถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีไทยด้วย
เทพทัย สุริยลักษณ์ นายกสมาคมผู้ส่งออกเอสเอ็มอีไทย กล่าวถึงความพร้อมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยต่อการเข้าสู่ตลาดอาเซียนในเวลานี้ ที่ต้องตอบแบบฟันธงทันทีว่ายังขาดความแข็งแรงในด้านการตลาด หรือเรียกว่ายังอ่อนมาร์เก็ตติ้งอยู่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในประเทศเพื่อนบ้านที่ต่างเร่งสปีดเรื่องนี้อย่างเต็มที่
ทั้งนี้ ช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า เอสเอ็มอีไทยส่วนใหญ่จากจำนวนที่จดทะเบียนธุรกิจในระบบที่มีอยู่กว่า 2.9 ล้านรายในปัจจุบันนั้นต่างอยู่ในภาคการผลิต หรือโปรดักชั่นเบสมานานหลายสิบปี
โดยเฉพาะการรับจ้างผลิตสินค้าตามคำสั่ง (ออร์เดอร์) ให้กับลูกค้าทั้งในและต่างประเทศมายาวนาน ทำให้ขาดประสบการณ์ทางการตลาดในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการสร้างแบรนด์หรือตราผลิตภัณฑ์สินค้า ซึ่งจากประสบการณ์การทำตลาดสินค้าผ่านการออกบูธ หรืองานแสดงสินค้าเพื่อขยายการส่งออกต่างประเทศในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่า “การตลาดและ
แบรนดิ้ง” เป็นหัวใจสำคัญในการทำการค้าในปัจจุบัน
“นวัตกรรมสินค้าเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญสำหรับเอสเอ็มอีไทย เพื่อพัฒนาสินค้าที่จะนำไปใช้เป็นจุดเด่นในการทำตลาด เพื่อสร้างความแตกต่างไปจากกลุ่มสินค้าประเภทเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในตลาดเพื่อนบ้าน เพราะจากนี้ไปไทยคงไม่สามารถเข้าไปแข่งขันด้านราคาได้อีกต่อไปจากต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้น” เทพทัย กล่าว
ปัญหาหลักๆ ของเอสเอ็มอีไทยขณะนี้ คือ 1.ขาดการประสานเครือข่ายการทำงานร่วมกัน หรือเน็ตเวิร์กกิ้ง 2.ขาดความรู้ด้านการตลาด และ 3.ต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะค่าแรงขั้นต่ำที่กระทบกับไทยมากในเวลานี้ ซึ่งทำให้เริ่มมีปัญหาในการทำตลาดในประเทศคู่ค้ารายใหญ่ อย่างญี่ปุ่น สหรัฐและยุโรป
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนที่สูงขึ้นนั้นไม่ได้หมายถึงเฉพาะต้นทุนการผลิตเท่านั้น แต่หากยังรวมถึงต้นทุนทางการตลาดอย่างการสร้างแบรนด์ด้วย ที่ผู้ประกอบการหรือเจ้าของสินค้าจะต้องเร่งให้ความสำคัญ
“สำหรับช่วง 8 เดือนที่เหลือนับจากนี้ ไม่ใช่การถามถึงความพร้อมไม่พร้อมของเอสเอ็มอีไทยในตลาดอาเซียน แต่เห็นว่าจะต้องลงมือทำทันทีไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่ เพราะถือว่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีให้กับเอสเอ็มอี โดยเฉพาะการหันกลับมาให้ความสำคัญในการตลาด การวางตำแหน่งสินค้าหรือโพซิชันนิ่งให้ชัดเจนว่าจะเอาสินค้าของตัวเองไปขายใครหรือจะเอาสินค้าอะไรออกไปขาย”
เทพชัย กล่าวว่า ต้นทุนการผลิตสินค้าที่สูงขึ้นทำให้ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เอสเอ็มอีไทยทำตลาดในต่างประเทศได้ยากขึ้น โดยบายเออร์ก็อาจจะหันไปซื้อสินค้าจากประเทศอื่นหรือการก๊อบปี้สินค้าจากผู้ผลิตไทยเพื่อให้ได้ต้นทุนต่ำกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้เอสเอ็มอีภาคการผลิตชะลอการผลิตสินค้าลดลงเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 30% เช่นกัน ด้วยสาเหตุความมั่นใจในการลงทุนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ที่ผ่านมาสมาคมได้เตรียมรับมือเพื่อช่วยเหลือสมาชิกภายใต้กลุ่มต่างๆ ผ่านการสร้างเครือข่าย พร้อมจัดทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการตลาด เพื่อเปลี่ยนจากยุค “โปรดักชั่น เซ็นทริก” มาสู่การทำตลาด 3.0 ที่มุ่งเน้นโปรดักต์ เซ็นทริก คัสโตเมอร์ เซ็นทริก และสเปเชียล เซ็นทริก เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากที่สุด
เวลานี้เอสเอ็มอีไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเดินออกไปหาตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่ให้การตอบรับสินค้าจากไทยเป็นอย่างดี ซึ่งหากผู้ประกอบการรายใดปรับตัวได้เร็วกว่าก็จะยิ่งมีโอกาส หากวันนี้กำลังการผลิตยังมีไม่สูงมากนัก ก็อาจใช้วิธีการโฟกัสตลาดเฉพาะ รวมทั้งต้องใช้สินค้านวัตกรรมเข้าไปแข่งขัน
“ขณะนี้ไม่ใช่ช่วงเวลานับถอยหลังแล้ว แต่มองว่าเป็นการเดินหน้าเข้าไปหาตลาดใหม่เออีซี ที่จะเป็นโอกาสของผู้ที่พร้อมและปรับตัวได้เร็วที่่สุด” เทพชัย กล่าวทิ้งท้าย







