
เทียบชั้น ‘ค้าชายแดน’ ต้นทุนซีแอลเอ็มวีกระอัก
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
การค้าชายแดนถือเป็นเป้าหมายสำคัญของบรรดานักธุรกิจที่ต้องการเพิ่มโอกาสการค้าของตัวเองไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันยังเป็นช่องทางสำหรับนักลงทุนที่ต้องการพึ่งพาห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมต่างๆ ระหว่างกันในภูมิภาคด้วย เมื่อก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ความคาดหวังของทั้งนักธุรกิจและนักลงทุนต่อการค้าชายแดนที่มีประสิทธิภาพยิ่งสูงขึ้น
อย่างไรก็ดี ความยากง่ายในด้านการค้าชายแดนของประเทศต่างๆ ในอาเซียนยังแตกต่างกันมากนัก ข้อมูลจากรายงาน Doing Business 2015 จัดทำโดยธนาคารโลก ระบุว่า อาเซียนมีตั้งแต่ประเทศที่มีความสะดวกด้านการค้าชายแดนเป็นอันดับ 1 ของโลก ไปจนถึงประเทศที่มีความสะดวกอันดับ 156 ของโลก
หากพิจารณาในแง่การส่งออก ประเทศที่ส่งออกผ่านทางชายแดนได้สะดวกที่สุด คือ สิงคโปร์ โดยใช้เอกสารเพียง 3 ชนิด เวลา 6 วัน และต้นทุนต่อคอนเทนเนอร์เพียง 460 เหรียญสหรัฐเท่านั้น
ขณะที่ไทย แม้จะเป็นอันดับ 36 ของโลก แต่ก็ยังเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาค ใช้เอกสารสำหรับส่งออก 5 ชนิด เวลา 14 วัน และต้นทุนขนส่งต่อคอนเทนเนอร์ 595 เหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการจะขยายฐานการผลิตไปยังประเทศในกลุ่มซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม เพื่อใช้เป็นประตูส่งออกสู่ประเทศขนาดใหญ่ เช่น จีน อินเดีย อาจไม่ได้พบกับความสะดวกเท่าใดนัก เพราะความสะดวกในการส่งออกของทั้ง 4 ประเทศยังอยู่ในอันดับรั้งท้ายภูมิภาค และบางประเทศยังเข้าข่ายกลุ่มรั้งท้ายของโลกด้วย
เช่น ลาว ซึ่งมีชายแดนติดกับทั้งไทยและจีน อยู่อันดับสุดท้ายของภูมิภาค และอันดับ 156 ของโลก ต้องใช้เอกสารมากถึง 10 ชนิดในการส่งออกทางชายแดน และยังต้องใช้เวลาดำเนินการถึง 23 วัน ต้นทุนสูงถึง 1,950 เหรียญสหรัฐ/คอนเทนเนอร์ หรือสูงกว่าไทยเกือบ 4 เท่า และสูงกว่าสิงคโปร์เกือบ 5 เท่า
ขณะที่พม่า ซึ่งมีชายแดนติดกับอินเดีย ก็มีความสะดวกเป็นอันดับ 8 ของภูมิภาค และอันดับ 103 ของโลก ต้องใช้เอกสารสำหรับส่งออก 8 ชนิด เวลา 20 วัน และต้นทุนต่อคอนเทนเนอร์ 620 เหรียญสหรัฐ
หากพิจารณาในแง่การนำเข้า ผู้ประกอบการที่ไปลงทุนในอาเซียนอาจต้องการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้านผ่านทางชายแดน เข้ามายังประเทศที่ขยายฐานการผลิตด้วย
สำหรับไทย มีความยากง่ายในการนำเข้าไม่ต่างจากการส่งออกมากนัก โดยต้องใช้เอกสารสำหรับการนำเข้า 5 ชนิด เวลา 13 วัน มีเพียงต้นทุนที่สูงขึ้นมาอยู่ที่ 760 เหรียญสหรัฐ/คอนเทนเนอร์
อย่างไรก็ดี ทั้งอินโดนีเซียและประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี ซึ่งเป็นเป้าหมายฐานการผลิตในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมเล็กทรอนิกส์ ดูจะไม่ได้เอื้อต่อการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าต่างๆ ผ่านทางชายแดนเท่าใดนัก แม้การนำเข้าในอินโดนีเซียจะใช้ต้นทุนสูงกว่าการส่งออกไม่มาก แต่ระยะเวลาการนำเข้าสินค้าผ่านชายแดนนานถึง 26 วัน จากที่ส่งออกใช้แค่เพียง 17 วัน
ขณะที่กัมพูชาใช้เวลาดำเนินการอีก 25 วัน ต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าต่อคอนเทนเนอร์พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 2,267 เหรียญสหรัฐ/คอนเทนเนอร์ ลาวใช้เวลาดำเนินการ 26 วัน ต้นทุนนำเข้า 1,910 เหรียญสหรัฐ มีเพียงพม่าที่ความสะดวกในการนำเข้าไม่แตกต่างจากการส่งออกมากนัก โดยใช้เวลาดำเนินการ 22 วัน ต้นทุนต่อคอนเทนเนอร์ 610 เหรียญสหรัฐ
แม้ที่ผ่านมา อาเซียนจะมีข้อตกลงจัดทำระบบศุลกากรเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวของอาเซียน (ASEAN Single Window) ขึ้น แต่ความคืบหน้าในการจัดทำระบบศุลกากรเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวระดับชาติ (National Single Window) ของแต่ละประเทศก็ยังไม่เท่ากัน
เริ่มจากสิงคโปร์ที่ดำเนินการ National Single Window เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่ปี 2555 ตามกำหนดการที่อาเซียนตั้งเป้าไว้ และเป็นประเทศเดียวที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วในขณะนี้
ขณะที่พม่านั้น เว็บไซต์ข่าว Myanmar Business Today ของพม่า รายงานว่า พม่าให้ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นเข้ามาช่วยดำเนินการเรื่อง National Single Window ตั้งแต่ปี 2556 แต่คาดว่าจะเริ่มใช้ได้อย่างเป็นทางการจริงๆ ในปี 2559
ด้านเว็บไซต์ข่าวพนมเปญโพสต์ของกัมพูชา รายงานอ้างคำกล่าวของนักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ว่า ประเทศอาเซียนใหม่หรือกลุ่มซีแอลเอ็มวียังขาดความพร้อมในการดำเนินการ National Single Window และอาจกลายเป็นอุปสรรคให้ข้อตกลงต่างๆ ภายใต้เออีซี รวมถึงเรื่อง ASEAN Single Window ไม่สามารถบรรลุได้ภายในปลายปี 2558
สถานการณ์การค้าชายแดนของอาเซียน ตลอดจนการลงทุนที่ต้องพึ่งพาห่วงโซ่การผลิตจะไม่มีทางสวยหรู หากภาครัฐของแต่ละประเทศยังคงไม่เร่งปรับปรุงแก้ไขอุปสรรคที่ยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน เหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึง 9 เดือนแล้วที่ข้อตกลงเออีซีจะมีผลบังคับใช้ ภาครัฐแต่ละประเทศต้องเร่งดำเนินการให้มีประสิทธิภาพ







