
อินเดียกับปัญหา ล่วงละเมิดทางเพศ
แม้อินเดียจะเป็นต้นสายธารทางวัฒนธรรมของชาติตะวันออก ทำให้มีแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย กระนั้นก็ตามข่าวด้านลบของอินเดียที่เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศปรากฏสู่สายตาประชาคมโลกอยู่บ่อยครั้ง ผู้ตกเป็นเหยื่อมีแม้กระทั่งแม่ชีชรา เหยื่อหลายรายอาการสาหัส บางรายถึงแก่ชีวิต
แม้อินเดียจะเป็นต้นสายธารทางวัฒนธรรมของชาติตะวันออก ทำให้มีแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากมาย กระนั้นก็ตามข่าวด้านลบของอินเดียที่เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศปรากฏสู่สายตาประชาคมโลกอยู่บ่อยครั้ง ผู้ตกเป็นเหยื่อมีแม้กระทั่งแม่ชีชรา เหยื่อหลายรายอาการสาหัส บางรายถึงแก่ชีวิต
ช่วงกลางเดือน ธ.ค. 2555 หลายประเทศนำเสนอข่าวชาย 6 คน รุมโทรมนักศึกษาแพทย์บนรถโดยสารและทำร้ายร่างกายโดยตีด้วยท่อนเหล็กอย่างโหดเหี้ยม และโยนทิ้งในขณะรถกำลังแล่นและทำร้ายเพื่อนชายอาการสาหัส แม้เธอจะถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลในประเทศสิงคโปร์ แต่แพทย์ก็ไม่สามารถรั้งมือมัจจุราชได้ ชาวอินเดียหลายคนขนานนามเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า “16 ธันวาทมิฬ” ซึ่งเป็นวันที่เธอถูกข่มขืน
ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน สาวอินเดียวัย 17 ปี หลังจากถูกข่มขืนได้เข้าแจ้งความ ตำรวจกลับไม่ดำเนินการใดๆ แต่เสนอให้แต่งงานกับหนึ่งในทรชนที่ข่มขืน เมื่อไม่อาจต่อสู้เพื่อความยุติธรรม เธอจึงตัดสินใจดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย หรือที่เรียกว่า “เกียรติยศสังหาร (Honour Killing)”
นี่เป็นเพียงตัวอย่างคดีล่วงละเมิดทางเพศที่จุดกระแสประท้วงอย่างกว้างขวาง เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มการคุ้มครองสตรีจากความรุนแรงทางเพศ และให้ลงโทษผู้กระทำผิดโดยการประหารชีวิต อัตราการข่มขืนสูงไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยเดียวที่ผลักดันให้ผู้คนต่างพากันประท้วง แต่หากเมื่อมีการข่มขืน หญิงที่ตกเป็นเหยื่อกลับถูกกล่าวหาว่าเป็นเพราะความผิดของเธอ
หนึ่งในนักโทษผู้ก่อเหตุรุมโทรมนักเรียนแพทย์ให้เหตุผลอย่างไม่สำนึกบาปว่า ผู้หญิงควรจะเงียบและยอมให้ข่มขืน เขาทำเพื่อสั่งสอนให้ผู้หญิงรู้จักอยู่บ้านเวลากลางคืน
แต่ที่น่าจะทำให้ชาวอินเดียนับล้านคนไม่พอใจก็น่าจะเป็นการให้สัมภาษณ์ของผู้บัญชาตำรวจกรุงนิวเดลี ว่า ผู้ชายในนิวเดลีก็ใช่จะปลอดภัยไปกว่าผู้หญิง เพราะถูกล้วงกระเป๋าเป็นประจำ ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมนายตำรวจระดับใหญ่เช่นนั้น เอาการข่มขืนไปเปรียบกับการล้วงกระเป๋า
ในปี พ.ศ. 2556 ที่อินเดียมีการทำสถิติและพบว่าทุก 21 นาทีจะมีผู้หญิงถูกข่มขืนหนึ่งคน และมีผู้หญิงอินเดียเข้าแจ้งความเพราะถูกทำร้ายร่างกายประมาณ 3 แสนคดี
แม้การเรียกร้องให้ออกกฎหมายลงโทษขั้นรุนแรงเพื่อให้หญิงได้รับความคุ้มครองมีอย่างต่อเนื่อง แต่การข่มขืนยังคงมีอยู่ หรือกฎหมายที่ใช้อาจลงโทษไม่หนัก หรือโทษเบาเกินไป เมื่อกฎหมายไม่สามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้อย่างสาสม ความคิดของคนอินเดียบางกลุ่มจึงต้องใช้กฎหมู่หรือศาลเตี้ย จะเห็นได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือน ก.พ. 2558 ผู้ประท้วงร่วม 4,000 คน ได้บุกเรือนจำดิมาปูร์เพื่อชิงตัวนักโทษคดีข่มขืนรายหนึ่งออกมารุมประชาทัณฑ์ และใช้เชือกมัดแล้วลากไปตามพื้นถนนเป็นระยะทางกว่า 6 กิโลเมตร ก่อนจะรุมกระหน่ำตีด้วยไม้และปาด้วยก้อนหินจนนักโทษเสียชีวิต
ข่าวการล่วงละเมิดทางเพศส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของอินเดียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นเรื่องท้าทายของรัฐบาลอินเดียว่าจะปฏิรูปกฎหมายข่มขืนได้เพียงใด ซึ่งไม่ง่ายนัก สำหรับประเทศที่มีประชากรมากอันดับสองของโลก ทั้งยังเป็นประเทศที่สิทธิของชายและหญิงไม่เท่าเทียมกัน







