posttoday
HSBCย้ำไทยยังดึงดูดเอฟดีไอ

HSBCย้ำไทยยังดึงดูดเอฟดีไอ

08 เมษายน 2558

เอชเอสบีซีเชื่อไทยมีศักยภาพดูดเอฟดีไอนอก ย้ำการเมืองไม่ใช่ตัวชี้วัดทั้งหมด ยันโครงสร้างพื้นฐานยังแน่น

เอชเอสบีซีเชื่อไทยมีศักยภาพดูดเอฟดีไอนอก ย้ำการเมืองไม่ใช่ตัวชี้วัดทั้งหมด ยันโครงสร้างพื้นฐานยังแน่น

นายกฤษฎา แพทย์เจริญผู้อำนวยการบริหาร ฝ่ายพาณิชย์ธนกิจ ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย เปิดเผยว่า กลยุทธ์ของฝ่ายพาณิชย์ธนกิจในปีนี้จะเน้นดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) เป็นหลัก ซึ่งการเข้ามาของลูกค้าต่างชาติยังเป็นรูปแบบเอฟดีไอเป็นหลักอยู่ โดยจะเน้นลงทุนใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ได้แก่ การผลิต การท่องเที่ยว ค้าปลีก และธุรกิจเกษตรกรรม เนื่องจากเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจในปีนี้ยังเติบโตได้ จากแรงหนุนการใช้จ่ายและลงทุนของภาครัฐ

ทั้งนี้ แม้ว่านักลงทุนจะยังไม่รู้จักมาตรา 44 ที่บังคับใช้แทนกฎอัยการศึกมากนัก แต่ต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนโดยตรงไม่ได้มองการเมืองเป็นปัจจัยหลักทั้งหมด แต่จะพิจารณาที่ศักยภาพทางธุรกิจมากกว่า โดยประเทศไทยยังมีจุดเด่นสำคัญที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม และการเป็นฐานการผลิตครบวงจรสำหรับอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น ยานยนต์ ทำให้ชดเชยปัจจัยลบทางการเมืองหรือค่าแรงที่แพงกว่าในบางประเทศได้ ขณะที่ปัจจัยการเมืองนั้นจะมองเป็นองค์รวมทั้งภูมิภาคในระยะยาว เช่น เวียดนามและฟิลิปปินส์ที่กำลังจะมีการเลือกตั้งในปี 2559

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ลูกค้ากังวลมากกว่าก็คือ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งได้แนะนำให้ลูกค้าทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงเอาไว้ โดยธุรกิจขนาดใหญ่ไปจนถึงขนาดกลาง-ใหญ่ ต้องการล็อกต้นทุนที่แน่นอนมากกว่ากำไรเล็กน้อยจากอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่ทิศทางการระดมทุนในช่วงดอกเบี้ยต่ำนั้น ยังต้องขึ้นอยู่กับการใช้เงินของลูกค้าเป็นหลัก แต่ยอมรับว่ามีการมองถึงการระดมทุนในสกุลเงินอื่นๆ เช่น หยวน ซึ่งสวอปกลับมาเป็นค่าเงินอื่นในต้นทุนที่ถูกลง  

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาธนาคารมีรายได้จากค่าธรรมเนียมและการปล่อยกู้ในสัดส่วนที่ค่อนข้างสมดุลกัน ส่วนธุรกิจไพรเวทอินเวสต์เมนต์ไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าไร เนื่องจากไม่ได้เล่นในเซ็กเมนต์ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)

“ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เรามีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง เพราะมีลูกค้าไทยขยายการลงทุนไปยังต่างประเทศ (เอาต์บาวด์) มากขึ้น ซึ่งมีทั้งที่ใช้เงินกู้จากเราและให้เราเป็นที่ปรึกษาระดมทุน ซึ่งช่วยผลักดันการเติบโตของเรา ส่วนเทรนด์การลงทุนต่างประเทศในอนาคตต่อไป น่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าขนาดกลาง-ใหญ่มากขึ้น ไปตามซัพพลายเชนของธุรกิจใหญ่” นายกฤษฎา กล่าว

สำหรับกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) ซึ่งเอชเอสบีซียังเข้าไปที่เวียดนามเพียงประเทศเดียวนั้น ถือเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในระยะยาว แต่ในระยะสั้นยังมีความท้าทาย เนื่องจากเพิ่งเปิดตลาดใหม่ จึงยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องกฎระเบียบต่างๆ และโครงสร้างพื้นฐานไม่พร้อม ขณะที่อัตราจีดีพีต่อหัวก็ยังไม่สูงมากและมีประชากรน้อย ทำให้มีข้อจำกัดเรื่องการบริโภคในประเทศตามไปด้วย

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI