posttoday
ส่องสินค้าไอที ผ่านช่องทางไฮเปอร์มาร์เก็ต

ส่องสินค้าไอที ผ่านช่องทางไฮเปอร์มาร์เก็ต

07 เมษายน 2558

โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

เมื่อนึกถึงแหล่งช็อปปิ้ง ประเภทไฮเปอร์มาร์เก็ต คนส่วนใหญ่จะนึกถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่นิยมเข้าไปซื้อหา แต่ที่จริงแล้วความนิยมในการซื้อสินค้าไอที ภายในร้านค้าปลีกประเภทไฮเปอร์มาร์เก็ต เริ่มมีแนวโน้มที่ดีเพราะเข้าถึงคนได้ง่าย รวมทั้งโปรโมชั่นก็ดึงดูดใจผู้ซื้อได้ดีกว่า

สุเมธ ชัยกิจพัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไตรสตาร์ เทรดดิ้ง กล่าวว่า บริษัทจะเป็นผู้ดูแลพื้นที่ในส่วนของสินค้าไอทีทุกสาขาของไฮเปอร์มาร์เก็ตชื่อดัง เช่น เทสโก้ โลตัส บิ๊กซี และกำลังอยู่ในช่วงเจรจาขอเช่าพื้นที่เพิ่มเติมกับทางแม็คโคร โดยสัดส่วนสินค้าที่มีวางขายในไฮเปอร์มาร์เก็ต จะแบ่งเป็นแบรนด์ต่างๆ ดังนี้ เอเซอร์ 50% เอซุส 25% เอชพี 13% เลอโนโว 8% และอื่นๆ

“กลุ่มสินค้าโน้ตบุ๊กและพีซีในแบรนด์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเอเซอร์ เอชพี เลอโนโว เอซุส ทำยอดขายรวมสินค้าไอทีของบริษัทในปี 2557 ที่ผ่านมา ถึง 4,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ประมาณ 25% โดยในปี 2558 นี้ก็ได้ตั้งเป้าเพิ่มขึ้นอีก 25% หรือ 1,000 ล้านบาท รวมเป็น 5,000 ล้านบาท โดยคาดว่าสัดส่วนสินค้าในกลุ่มโน้ตบุ๊กจะลดลง 20% และสมาร์ทโฟนกับแท็บเล็ตโตขึ้นมาแทน โดยแบ่งเป็นสินค้ากลุ่มไอที 60% และสมาร์ทโฟน 40%” สุเมธ กล่าว

ถึงแม้ว่าเจ้าของสินค้าแบรนด์ไอทีจะพยายามเร่งหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้าให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่องทางออนไลน์ หน้าร้าน หรือขายร่วมกับเว็บไซต์ช็อปปิ้งชื่อดัง ที่เชื่อว่าจะสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีความตั้งใจเข้าไปซื้อสินค้าได้เป็นอย่างดี แต่ที่จริงแล้วยังมีลูกค้าอีกจำนวนมาก ที่ยังเข้าไม่ถึงช่องทางเหล่านี้และนิยมเลือกซื้อสินค้าไอที จากห้างไฮเปอร์มาร์เก็ตมากกว่า เพราะสามารถเลือกแบรนด์และสัมผัสสินค้าของจริงได้ตามต้องการ รวมทั้งยังมีโปรโมชั่นพิเศษและของแถมที่หน้าร้านบางแห่งไม่มี

“ภาพรวมของการเข้ามาหาซื้อสินค้าไอทีในห้างไฮเปอร์มาร์เก็ตมีทิศทางที่ดีขึ้น จากเดิมผู้ซื้อจะเป็นกลุ่มรายได้ระดับกลางถึงล่าง แต่ปัจจุบันระดับรายได้ในกลุ่มสูงถึงกลาง กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม เพราะแรงดึงดูดด้านโปรโมชั่นจากบัตรเครดิต การสะสมคะแนนเพื่อแลกของรางวัลจากบัตรสมาชิก และส่วนลดพิเศษต่างๆ ยิ่งกระตุ้นให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าและดึงดูดใจมากกว่าเดินเข้าหน้าร้านของแบรนด์” สุเมธ กล่าว

นอกจากนี้ การเปรียบเทียบว่าสินค้ากลุ่มไหนขายดีกว่ากัน เรื่องของโปรโมชั่นและส่วนลดพิเศษ ส่งผลกับยอดขายสินค้าในขณะนั้นมากที่สุด ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมาสินค้าในกลุ่มพีซีและโน้ตบุ๊กมีจำนวนเครื่องที่ขายได้ถึง 1.5 หมื่นเครื่อง/ไตรมาส ในขณะที่สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตทำได้ถึง 2-2.5 หมื่นเครื่อง/ไตรมาส

“ภาพรวมของสินค้าในกลุ่มแท็บเล็ตจะค่อยๆ ลดลง ในขณะที่แบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนก็ทำขนาดหน้าจอให้ใหญ่ขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า อีกทั้งยังสามารถใช้งานได้หลากหลาย ไม่ต่างจากแท็บเล็ต ทำให้ลูกค้าไม่อยากเสียเงินซื้อสินค้าซ้ำซ้อนดังนั้นเราจึงต้องช่วยแบรนด์หากลยุทธ์ใหม่ๆ มากระตุ้นตลาด ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดพิเศษ จำกัดจำนวนเครื่อง หรือผลิตแอพพลิเคชั่นที่ทำขึ้นมาเจาะกลุ่มนั้นๆ โดยเฉพาะ” สุเมธ กล่าว

ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานกว่า 300 คนทั่วประเทศ และยังมีแผนจะขยายจุดดร็อปพอยต์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทางด้านของการรับเรื่องซ่อมหรือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ก่อนการส่งซ่อมตามศูนย์บริการต่างๆ โดยจะเปิด 20 สาขาทั่วประเทศ ในวันที่ 1 พ.ค. 2558 นี้ ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงของการเทรนด์พนักงานในแต่ละพื้นที่ให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้ ซึ่งจะเป็นการลงทุนร่วมกับเจ้าของแบรนด์สินค้าในการส่งทีมงานมาให้บริการร่วมกัน

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI