
‘อาภาสิริ’ รีแบรนด์ รับมือขาใหญ่บุกเมืองคอน
หลังจากแตกไลน์จากกลุ่มธุรกิจปศุสัตว์สู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใน จ.นครศรีธรรมราช ภายใต้แบรนด์ “อาภาสิริ” มาครบ 10 ปี ล่าสุดกลุ่มอาภาสิริซุ่มวางแผนปรับภาพลักษณ์องค์กรใหม่ พร้อมกับจะเปลี่ยนแบรนด์องค์กรเป็น “อดารา” (Adara) ในช่วงเดือน มิ.ย. 2558 นี้
หลังจากแตกไลน์จากกลุ่มธุรกิจปศุสัตว์สู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใน จ.นครศรีธรรมราช ภายใต้แบรนด์ “อาภาสิริ” มาครบ 10 ปี ล่าสุดกลุ่มอาภาสิริซุ่มวางแผนปรับภาพลักษณ์องค์กรใหม่ พร้อมกับจะเปลี่ยนแบรนด์องค์กรเป็น “อดารา” (Adara) ในช่วงเดือน มิ.ย. 2558 นี้
กฤต นามเกิด กรรมการบริหารเครืออาภาสิริ เจเนอเรชั่นที่ 2 ที่รับไม้ต่อจากครอบครัวในการปลุกปั้นอาภาสิริในยุค 10 ปีแรก และกำลังจะขับเคลื่อนเครืออาภาสิริในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในแบรนด์ใหม่
“อดารา” กล่าวว่า การรีแบรนด์ครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จากกรุงเทพฯ ที่อาจจะเข้ามาขยายตลาดที่อยู่อาศัยในตลาดนครศรีธรรมราช เพราะเป็นตลาดที่มีประชากรจำนวนมากและมีกำลังซื้อสูง
ขณะที่ปัจจุบันมียักษ์ใหญ่อย่างกลุ่ม “ซี.พี.แลนด์” เข้ามาบุกตลาดคอนโดมิเนียมจับกลุ่มคนทำงานบ้างแล้ว แต่หลังจากที่กลุ่มซีพีเอ็นตัดสินใจลงทุนศูนย์การค้าเซ็นทรัล ซึ่งจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการในช่วงต้นปี 2559 อาจจะทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยของนครศรีธรรมราชได้รับความสนใจจากกลุ่มทุนรายใหญ่มากขึ้น เพราะจากการศึกษาแนวทางของผู้ประกอบการรายใหญ่ จะเห็นว่าเริ่มขยายสู่จังหวัดใหม่ๆ ตามกลุ่มทุนศูนย์การค้า
นอกจากนี้ แนวโน้มไลฟ์สไตล์ของคนเมืองนครศรีธรรมราชเริ่มจะเปลี่ยนไปใกล้เคียงกับหลายหัวเมืองใหญ่อื่นๆ เพราะปัจจุบันกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไปเรียนที่กรุงเทพฯ เลือกกลับมาทำงาน หรือมาทำธุรกิจส่วนตัวที่บ้านเกิดเร็วขึ้นกว่าอดีตมาก โดยในอดีตคนนครศรีธรรมราชที่ไปเรียนที่กรุงเทพฯ ส่วนใหญ่จะกลับมาเมื่ออายุประมาณ 40 ปี แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นเด็กจบใหม่ หรือคนที่ทำงานได้ไม่นานเริ่มกลับมากขึ้น
“คนกลุ่มนี้มีไลฟ์สไตล์คล้ายคนเมือง กิน ดื่ม เที่ยว หรือแม้แต่การเลือกสไตล์บ้านก็จะชอบสไตล์โมเดิร์นคล้ายแบบบ้านที่กรุงเทพฯ แตกต่างจากยุคเดิมที่จะชอบสไตล์บ้านยุคเก่า” กฤต ประเมินลูกค้ากลุ่มใหม่
กฤต กล่าวว่า การเข้ามาของกลุ่มทุนส่วนกลางอาจจะมาแย่งฐานลูกค้า แต่ก็มีส่วนที่ดีที่จะทำให้เกิดการปรับตัวของผู้ประกอบการท้องถิ่น มีการพัฒนาแบบบ้านใหม่ๆ และมีมาตรฐานราคาที่จะทำให้ตลาดเกิดการยอมรับและเชื่อถือ ซึ่งนี่คือปัจจัยที่ทำให้เครืออาภาสิริต้องปรับตัว โดยที่ผ่านมาก็เน้นแบบบ้านที่ทันสมัยอยู่แล้ว แต่ต่อไปก็จะออกแบบบ้านที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน คือ กลุ่มคนอายุ 25-40 ปี พร้อมกับการสร้างแบรนด์ให้ดูทันสมัยมากขึ้น
ขณะที่แผนเปิดตัวโครงการใหม่ปีนี้จะมีด้วยกัน 6 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 1,500 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการที่นครศรีธรรมราช 4 โครงการ คือ บ้านเดี่ยว 2 โครงการ และทาวน์เฮาส์ 2 โครงการ และจะมีโครงการอาคารพาณิชย์ที่ตรัง 1 โครงการ และอาคารพาณิชย์ที่พังงา 1 โครงการ โดยปีนี้ที่นครศรีธรรมราชจะไม่มีโครงการอาคารพาณิชย์ เพราะความต้องการถูกดูดซับไปมากแล้ว แต่ตลาดอาคารพาณิชย์ที่ตรังและพังงายังมีโอกาสสูง อีกทั้งที่ดินที่มีอยู่ก็อยู่ในทำเลที่สามารถพัฒนาอาคารพาณิชย์ได้
ทั้งนี้ โครงการใหม่ที่เป็นทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น ภายใต้ชื่อ ดีทาวน์ จำนวน 217 ยูนิต พื้นที่ใช้สอย 112 ตารางเมตร (ตร.ม.) ราคาเริ่มต้น 1.59 ล้านบาท รวมมูลค่า 400 ล้านบาท จะเป็นสินค้าที่ส่งลงตลาดสู้กับโครงการคอนโดมิเนียมขนาดพื้นที่ใช้สอย 30 ตร.ม. ที่อยู่ในบริเวณและระดับราคาใกล้เคียงกัน
กฤต กล่าวด้วยว่า นอกจากโครงการที่อยู่อาศัยแล้ว ปีนี้บริษัทยังเตรียมเงิน 1,000 ล้านบาท ขยายการลงทุนไปยังธุรกิจโรงแรม 3 แห่ง รวมจำนวน 500 ห้อง ประกอบด้วย 1.โรงแรมระดับ 5 ดาว ที่ชะอำ 25 ห้อง 2.โรงแรมระดับ 4 ดาว ที่นครศรีธรรมราช 350 ห้อง และโรงแรมระดับ 3 ดาว ที่ชุมพร 120 ห้อง คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดปลายปี 2559
สำหรับโรงแรมที่นครศรีธรรมราชและชุมพร จะเน้นจับตลาดประชุมสัมมนาที่ขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดท่องเที่ยวนครศรีธรรมราชเติบโตขึ้นจากการที่กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และจีน ให้ความสนใจสักการะวัดพระมหาธาตุเมืองนครมากขึ้น และปัจจุบันยังมีโรงแรมระดับบนน้อยมาก โดยจะใช้เชนโรงแรมจากฮ่องกงมาบริหาร ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจา เพราะมองว่าการใช้เชนจะทำให้ได้ฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น และมีโอกาสเรียนรู้โนว์ฮาวการบริหารธุรกิจโรงแรมจากมืออาชีพด้วย
ปัจจัยที่ทำให้กลุ่มอาภาสิริขยายการลงทุนมายังกลุ่มโรงแรม เพราะหวังให้มีรายได้ระยะยาวจากธุรกิจนี้ประมาณ 10% ของพอร์ตรายได้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด และเป็นรายได้ที่จะลดความเสี่ยงกรณีที่ฝั่งอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายชะลอตัว
ด้านภาพรวมของพอร์ตรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ตั้งเป้าจะมีสัดส่วน 20% ของทั้งเครืออาภาสิริ (รวมรายได้จากปศุสัตว์) ภายใน 5 ปีข้างหน้า ส่วนเป้าหมายรายได้ปีนี้อยู่ที่ 700 ล้านบาท เติบโต 20% จากปี 2557 ซึ่งมีรายได้ 600 ล้านบาท
ถือเป็นการปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในท้องถิ่น ที่วันนี้ต้องมีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น







