
เอาต์เลตพลิกโฉม สู้ศึกค้าปลีกแหล่งท่องเที่ยว
จากพฤติกรรมนักช็อปปิ้งสินค้าเอาต์เลตที่เปลี่ยนไป ต้องการสถานที่กิน เที่ยว ช็อป
โดย...รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
จากพฤติกรรมนักช็อปปิ้งสินค้าเอาต์เลตที่เปลี่ยนไป ต้องการสถานที่กิน เที่ยว ช็อป มากกว่าเป็นแค่ช่องทางค้าปลีกที่ขายสินค้าราคาถูกและดีมีคุณภาพเพียงอย่างเดียว นั่นคือการปรับตัวธุรกิจเอาต์เลตเมืองไทยก้าวสู่วันสต็อปเซอร์วิส สร้างให้เป็นค้าปลีกที่ตอบโจทย์ครบครัน
เบญจ์เยี่ยม ส่งวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายเสื้อผ้าเอฟเอ็นเอาต์เลต เปิดเผยว่า แผนธุรกิจของเอฟเอ็น แฟคตอรี่ เอ๊าท์เลท เมื่อก้าวเข้าสู่ธุรกิจปีที่ 18 บริษัทได้ปรับแผนการตลาดใหม่ โดยใช้งบ 210 ล้านบาท ปรับปรุงสาขาทั้งหมด 7 สาขา ให้เป็นวันสต็อปเซอร์วิส หรือศูนย์รวมช็อปปิ้ง กิน เที่ยว ไว้บนพื้นที่แห่งเดียวกัน สร้างภาพลักษณ์ให้ดูทันสมัย เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป ต้องการสถานที่ เมื่อเวลาเข้าไปเดินแล้วดูเท่ มีบริการครบครัน มากกว่าจะเป็นแหล่งช็อปปิ้งสินค้าราคาถูก
ขณะที่ เอฟเอ็น แฟคตอรี่เอ๊าท์เลท ได้สร้างขาธุรกิจร้านอาหารเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่จะเข้ามาเสริมสร้างความแข็งแกร่งเอาต์เลต ล่าสุดได้เปิดร้านอาหารซูเซตที่สาขานครราชสีมา และจะเปิดเพิ่มที่สาขาหัวหิน คาดว่าสิ้นปีนี้จะเปิดให้ครบ 4 สาขา จากเดิมที่ผ่านมาเอาต์เลตมีร้านอาหารเพียง 2 แห่ง โดย ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้จัดเอฟเอ็น คิด คัด ครบ ป๊อปอัพมาร์เก็ต นำร้านอาหารท้องถิ่นชื่อดังหัวหิน และแนะนำร้านซูเซตจำหน่ายในเอาต์เลตหัวหิน ระหว่างวันที่ 11-15 เม.ย.
นอกจากนี้ บริษัทยังแตกไลน์ธุรกิจใหม่ในกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามเข้ามาเสริมกับกลุ่มเสื้อผ้าแฟชั่นที่มีอยู่ 10 แบรนด์ สร้างรายได้มากกว่า 50% ที่เหลือ 50% ยังเป็นกลุ่มเครื่องนอนและเฟอร์นิเจอร์ นำร่องสร้างแบรนด์ไบบูรี่ โคส์ เริ่มต้นในกลุ่มสกินแคร์ มี 6 รายการ และจะเพิ่มเป็น 9-10 รายการในสิ้นปี จากปัจจุบันมีเครื่องสำอางพันธมิตรจำหน่ายอยู่ 3-4 แบรนด์ ขณะนี้ได้เปิดโซนสินค้าสุขภาพและความงาม 5 สาขา และเตรียมส่งไบบูรี่ โคส์ ออกไปยังอังกฤษ
ขณะเดียวกันได้ปรับโฉมการจัดเรียงสินค้าเสื้อผ้าใหม่ เพิ่มกลุ่มสินค้าแฟชั่นกลุ่มนาฬิการวมทั้งเตรียมทุ่มงบ 300 ล้านบาท เปิดสาขาใหม่เพิ่ม 1 สาขา บนพื้นที่ 25 ไร่ อยู่ในทำเลห่างจากกรุงเทพฯ ราว 150 กม. จากเดิมมี 7 สาขา
“จุดเริ่มต้นของธุรกิจเอาต์เลตของเราเกิดขึ้น หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ จึงสร้างช่องทางค้าปลีกเพื่อจำหน่ายสินค้าราคาถูกโดยเฉลี่ยราว 50-70% เมื่อเทียบกับสินค้าในช็อป หากเป็นกลุ่มเครื่องสำอางถูกกว่าราว 30% และมีสินค้าผลิตและจำหน่ายเฉพาะเอาต์เลตราว 80-90%” เบญจ์เยี่ยม กล่าว
เบญจ์เยี่ยม กล่าวว่า เป้าหมายการปรับโฉมเอาต์เลตจากแหล่งช็อปปิ้งให้เป็นแหล่งกิน และเที่ยว เพื่อเพิ่มปริมาณลูกค้าเข้ามาในเอาต์เลตเพิ่มขึ้น และรองรับการแข่งขันในธุรกิจท่องเที่ยวที่มีแหล่งช็อปปิ้งที่สูงขึ้น ซึ่งหลังจากบริษัทปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจใหม่ในไตรมาส 4 จากเดิมมีหลายบริษัทดูแลธุรกิจต่างๆ แต่ขณะนี้ได้รวบเป็นบริษัทเดียวกัน บริษัท เอฟเอ็น แฟคตอรี่ เพื่อให้สามารถบริหารงานได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้มีรายได้ในไตรมาส 4 ราว 300 ล้านบาท สำหรับรายได้ทั้งปีตั้งเป้า 1,200 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ ภมร ตันติจิรสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีน่า พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลล็อปเม้นท์ ผู้ดำเนินธุรกิจพรีเมียมเอาต์เลต กล่าวว่า บริษัทมีแผนจะเปิดพรีเมียมเอาต์เลต 2 สาขา เมื่อปีที่ผ่านมาได้เปิดแล้วที่พัทยา อเวนิว จากปัจจุบันมีทั้งหมด 9 สาขา ส่วนอีกหนึ่งสาขาได้ลงทุน 1,000 ล้านบาท เปิดที่ จ.เชียงใหม่ บนพื้นที่ 57 ไร่ จะเปิดให้บริการในปลายปีนี้ ซึ่งการขยายสาขาเอาต์เลตเน้นเปิดตามเส้นทางการท่องเที่ยว
สำหรับความเคลื่อนไหวของพรีเมียมเอาต์เลตตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้ปรับปรุงเอาต์เลตให้เป็นศูนย์การค้า มีสินค้ามากกว่า 150 แบรนด์ อาทิ กลุ่มเสื้อผ้า อุปกรณ์กีฬา เครื่องหนัง ซึ่งมีสินค้าทั้งในเครือพีน่าเฮาส์ และแบรนด์ชั้นนำจากต่างประเทศนำมาลดราคา อีกทั้งยังจัดโปรโมชั่นตามเทศกาลต่างๆ ไม่แตกต่างกับห้างสรรพสินค้า ขณะเดียวกันเพื่อให้บริการครบวงจร จึงมีร้านเครื่องดื่ม ไอศกรีม และอาหารให้บริการ
อุปสรรคเอาต์เลตไทย ไม่สามารถสร้างให้เป็นแหล่งช็อปปิ้งที่รวมแบรนด์เนมชั้นนำทั่วทุกมุมโลกมาลดราคาเหมือนกับต่างประเทศได้นั้น เพราะพฤติกรรมของคนไทยคุ้นเคยกับการช็อปปิ้งติดแอร์ และประการสำคัญ เอาต์เลตกลายเป็นแหล่งช็อปปิ้งเมื่่อไปเที่ยวถึงแวะซื้อเท่านั้น แต่ไม่ใช่จุดมุ่งหมายหลักที่ทุกคนหรือนักท่องเที่ยวจะมุ่งหน้าเพื่อไปช็อปปิ้ง ซึ่งการปรับตัวของเอาต์เลตคราวนี้จึงท้าทายเป็นอย่างยิ่ง







