
‘เด็มโก้’งานใหม่ทะลุเป้าทั้งปี
เด็มโก้ แย้มรายได้มีโอกาสเกินเป้าหมายปีนี้ ผ่านมาแค่ 3 เดือน ได้งานก่อสร้างใหม่มากกว่า 2,000 ล้านบาท จากแผนหวังงาน กฟผ.แค่ 1,500 ล้านบาท
เด็มโก้ แย้มรายได้มีโอกาสเกินเป้าหมายปีนี้ ผ่านมาแค่ 3 เดือน ได้งานก่อสร้างใหม่มากกว่า 2,000 ล้านบาท จากแผนหวังงาน กฟผ.แค่ 1,500 ล้านบาท
นายไพฑูรย์ กำชัย รองกรรมการผู้จัดการ สายการเงินและบัญชี บริษัท เด็มโก้ (DEMCO) เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทชนะงานประมูลก่อสร้างด้านสายส่งและสถานีไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แล้วมากกว่า 2,000 ล้านบาท โดยมีการเซ็นสัญญาแล้วประมาณ 2,000 ล้านบาท และเพิ่งได้รับงานใหม่ 200 ล้านบาท เพียงแต่รอหนังสือยืนยันเท่านั้น ทำให้รายได้ในส่วนรับเหมาฯ สูงกว่าประมาณการที่ตั้งไว้ในปีนี้แล้ว
สำหรับรายได้จากการลงทุนด้านพลังงานทดแทน พลังงานลม ของโครงการห้วยบง ได้รับเงินปันผลตามแผนงาน ส่วนการถือหุ้นในบริษัท วินด์ เอ็นเนอร์ยี่ จำนวน 4% ขณะนี้กำลังรอการประมูลว่าบริษัทใดจะเข้ามาถือหุ้นใหญ่ เมื่อถึงเวลานั้นถึงจะตัดสินใจว่าจะถือหุ้นลงทุนต่อไปหรือไม่ หากได้ผู้ลงทุนใหม่ที่มีศักยภาพก็อาจจะถือเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ เพราะตามแผนงานวินด์ฯ จะต้องระดมทุนขยายการลงทุนและเข้าตลาดหุ้น คาดยื่นไฟลิ่งต้นปี 2559
“ปีนี้เราได้งานก่อสร้างมาแล้วกว่า 2,000 ล้านบาท นับว่ามากกว่าที่เราประมาณการไว้ว่าจะได้งานของ กฟผ.ปีละ 1,000-1,500 ล้านบาท ซึ่งประมาณกลางปีนี้จะพิจารณาว่าจะรับงานเพิ่มได้อีกหรือไม่ หากมีกำลังพร้อมก็จะร่วมประมูลงานใหม่”
ปัจจุบัน กฟผ.และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะมีการลงทุนด้านสายส่งและสถานีมากกว่า 1.2 แสนล้านบาท จากงบลงทุน 5 ปี เพื่อรองรับกับการขยายตัวของพลังงานทดแทนทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ตามนโยบายของรัฐบาล ทำให้บริษัทจะมีโอกาสได้งานก่อสร้างจำนวนมากและต่อเนื่องนานถึง 5 ปี อย่างไรก็ตามบริษัทขอโฟกัสงานประมูลในส่วนของ 1.6 หมื่นล้านบาท ของสายส่งภาคอีสานและกระจายทั่วไปในจังหวัดต่างๆ เท่านั้น ส่วนที่เหลือ 6.3 หมื่นล้านบาท ในการขยายสายส่งไปภาคใต้และตะวันตกอาจจะเข้าไปร่วมบางโครงการ
นอกจากนั้น บริษัทยังจะมีโอกาสได้งานก่อสร้างของวินด์ เอ็นเนอร์ยี่อีก 4 โครงการ หลังจากได้มาแล้ว 2 โครงการ เพียงแต่รอให้ผู้ลงทุนใหม่เข้ามาก่อน เชื่อว่าด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในงานก่อสร้างโครงการพลังงานทดแทนจะทำให้บริษัทได้งานจำนวนมากตามนโยบายของรัฐบาล อย่างไรก็ตามยอมรับว่างานโรงไฟฟ้าโซลาร์ 800 เมกะวัตต์ของสถานที่ราชการและสหกรณ์ภาครัฐออกมาล่าช้ากว่าที่คาดไว้มาก
ล่าสุด บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) ปรับคำแนะนำจากถือเป็นซื้อ และปรับมูลค่าพื้นฐานปีนี้ อยู่ที่ 15.70 บาท/หุ้น คาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 622 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เติบโต 75% มาจากรายได้ 8,020 ล้านบาท จากงานในมือปัจจุบัน 5,050 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้รายได้ในปีนี้ 70% และงานส่วนเพิ่มที่อยู่ระหว่างประมูล 9,350 ล้านบาท ที่คาดว่าจะรับรู้รายได้ราว 50% โดยบริษัทจะมีกำไรสุทธิส่วนนี้ 445 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมีส่วนแบ่งกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนอีก 178 ล้านบาท







