
แนะรัฐลดภาษีดันเอกชนลงทุน
แนะรัฐบาลใช้มาตรการชั่วคราวทางภาษี กระตุ้นเอกชนลงทุน โดยไม่ต้องรอความชัดเจนจากการลงทุนโครงการรัฐบาล
แนะรัฐบาลใช้มาตรการชั่วคราวทางภาษี กระตุ้นเอกชนลงทุน โดยไม่ต้องรอความชัดเจนจากการลงทุนโครงการรัฐบาล
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการ มูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา เปิดเผยว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยขาดแรงส่งจากทุกด้าน มีเพียงการท่องเที่ยวเพียงธุรกิจเดียวที่ยังพอไปได้ แต่ก็ดีเพราะนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก และนักลงทุนต่างรอดูโครงการลงทุนภาครัฐซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ การลงทุนของเอกชนยังไม่เกิดในช่วงนี้ เพราะภาคธุรกิจรอความชัดเจนของรัฐบาล ซึ่งจะต้องทำให้เอกชนเชื่อมั่นที่จะลงทุนเนื่องจากการลงทุนเอกชนจะส่งผลดีต่อประเทศในระยะยาว การลงทุนจะช่วยให้ค่าเงินบาทไม่แข็งค่าจนเกินไป และที่ผ่านมาไทยเป็นประเทศเดียวที่หลังจากผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่มีการลงทุนที่แท้จริงต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค โดยมีการลงทุน 84% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤต
“การใช้ยาแรงกระตุ้นการลงทุนเอกชน คือ การใช้มาตรการเพิ่มการลดหย่อนภาษีเพื่อการลงทุนชั่วคราว ที่ให้นำการใช้จ่ายในการซื้อสินค้าทุน เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ และสิ่งปลูกสร้างมาหักเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อยกเว้นภาษีเงินได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว
ทั้งนี้ การดำเนินการสามารถแบ่งได้ 2 วิธี คือ 1.ให้นำค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนมาหักจากกำไรได้ตามสัดส่วน 2.ในปีที่มีการลงทุนหรือหักเป็นค่าเสื่อมในอัตราเร่ง คือการคิดค่าเสื่อมราคาในอัตราสูงในปีแรกๆ ทั้งสองวิธีจะทำให้ฐานรายได้ที่นำมาคำนวณเป็นภาษีลดลง เท่ากับเอกชนมีภาระภาษีลดลง ต้นทุนลดลง ผลตอบแทนการลงทุนก็จะเพิ่มขึ้น
นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า ประเทศที่ใช้มาตรการดังกล่าวสนับสนุนการลงทุน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ตุรกี อังกฤษ เป็นต้น และประเทศไทยเองเคยใช้มาตรการภาษีช่วยเหลือเอกชนในช่วงหลังน้ำท่ามใหญ่เมื่อปี 2554 รัฐบาลในขณะนั้นได้อนุญาตให้เอกชนนำค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าทุนมาหักลดหย่อนได้ 25% ของค่าใช้จ่าย และสามารถหักค่าเสื่อมราคาได้ 40% ในปีแรก สำหรับการลงทุนที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 25 ก.ค. 2554-31 ธ.ค. 2555 จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องยุ่งยากที่จะนำมาใช้ใหม่
มาตรการดังกล่าวลดต้นทุนและเพิ่มผลตอบแทนการลงทุน ทำให้เกิดแรงจูงใจที่จะลงทุนมากขึ้น เช่น ระหว่างปีผู้ประกอบการมีการซื้อเครื่องจักรราคา 10 ล้านบาท อายุ 5 ปี สามารถหักค่าเสื่อมได้
ปีละ 20% ของมูลค่าเครื่องจักร เท่ากับ 2 ล้านบาท/ปี สิ้นปีมีกำไรก่อนหักค่าเสื่อมและภาษี 20 ล้านบาท เมื่อหักค่าเสื่อมมีรายได้ไปคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล 18 ล้านบาท เสียภาษีในอัตรา 20% เป็นเงิน 3.6 ล้านบาท
การมีมาตรการหักค่าเสื่อมในอัตราเร่ง ในปีแรกหักได้เพิ่มเป็น 40% จากเดิมที่ 20% จะทำให้ค่าเสื่อมเพิ่มเป็น 4 ล้านบาท ฐานรายได้ที่นำไปคำนวณภาษีลดเหลือ 13 ล้านบาท ภาษีนิติบุคคลที่ต้องจ่ายเหลือ 2.6 ล้านบาท เท่ากับทั้งสองมาตรการจะทำให้ประหยัดภาษีได้ปีแรก 1 ล้านบาท หรือ 10%







