
จับตารายงานการประชุมนโยบายการเงินสหรัฐ
โดย...ปารีณา พ่วงศิริ ผู้ชำนาญการอาวุโส งานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย
โดย...ปารีณา พ่วงศิริ ผู้ชำนาญการอาวุโส งานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่าค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.35-32.65 ในสัปดาห์นี้ โดยปัจจัยสำคัญที่สุดในรอบสัปดาห์น่าจะมาจากการเผยแพร่รายงานการประชุมนโยบายการเงินของเฟด จากการประชุมรอบเดือน มี.ค. ซึ่งการประชุมครั้งนั้น เฟดได้ตัดคำว่า “ยังไม่รีบร้อนในการขึ้นดอกเบี้ย” (Patient) ออกไป ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐนั้นน่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงตั้งแต่กลางปีนี้ รายงานการประชุมจะทำให้เราได้เห็นความคิดของเฟดในรายละเอียดเพิ่มขึ้น เพื่อดูสัญญาณช่วงเวลาการปรับดอกเบี้ยครั้งแรก
นอกจากสหรัฐแล้ว ยังมีประเด็นเชิงจิตวิทยาเรื่องกรีซมาเพิ่มเติม โดยกรีซมีกำหนดการจ่ายเงินคืนให้แก่เจ้าหนี้ IMF ในวันที่ 9 เม.ย. เป็นจำนวน 450 ล้านยูโร ซึ่งกรีซมีการส่งสัญญาณกับตลาดว่าอาจมีเงินไม่พอกับหนี้ ดังนั้นประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นที่ทำให้ตลาดมีความระมัดระวังการซื้อขายเงินยูโรเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ดีเราคาดว่าน่าจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินโลกในวงกว้าง เนื่องจากตลาดเริ่มมีความชาชินกับประเด็นนี้เพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทนั้น เราคาดว่าจะเริ่มเห็นเสถียรภาพมากขึ้น เนื่องจากยังไม่มีประเด็นใหม่ที่มาขับเคลื่อนมากนัก ทั้งนี้เรายังมองว่าในระยะปานกลางน่าจะยังเห็นค่าเงินบาทอยู่ในแนวโน้มที่อ่อนค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐเริ่มมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยจริงๆ ในระยะต่อไป ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 32.57 และเห็นการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพ โดยประเด็นที่มีการพูดถึงกันหนาหู คือ ประเด็นการยกเลิกกฎอัยการศึก และการยกเลิกกฎดังกล่าวอย่างเป็นทางการนั้น ถือว่ามีผลต่อจิตวิทยาของนักลงทุนในระยะสั้น หลังจากการประกาศยกเลิก เราเห็นค่าเงินบาทปรับแข็งค่าขึ้นช่วงสั้น โดยไปแตะที่ระดับ 32.30 ซึ่งเป็นการแข็งค่าขึ้นมากที่สุดในรอบ 1 เดือน อย่างไรก็ดีเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในระดับนี้ได้มานาน และไต่ขึ้นไปแตะระดับใกล้กับ 32.50 ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญอีกครั้งช่วงปลายสัปดาห์ ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวปิดตลาดที่ระดับ 32.49 (ณ วันศุกร์ เวลา 18.00 น.)
สำหรับสกุลเงินหลักอย่างยูโรและเยนนั้น ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ 1.0887 เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบที่ไม่กว้างนัก เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดเห็นตัวเลขเศรษฐกิจเพียงประปราย และชะลอการลงทุนลงเพื่อรอดูการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเป็นสำคัญ ช่วงนี้ข้อมูลเศรษฐกิจยูโรโซนเริ่มส่งสัญญาณที่ดีขึ้น และน่าจะไปช่วยหนุนตัวเลขเศรษฐกิจสำหรับไตรมาสแรกของปี 2015 มากขึ้น อย่างไรก็ดีช่วงปลายสัปดาห์นักลงทุนเริ่มแสดงความกังวลต่อประเด็นหนี้ของกรีซเพิ่มมากขึ้น หลังจากเจ้าหนี้โดยรวมยังไม่พอใจแผนการปฏิรูปของกรีซ แต่ถือว่าผลกระทบเชิงจิตวิทยาต่อภาวะตลาดโดยรวมยังมีน้อยอยู่ ค่าเงินยูโรปิดตลาดที่ระดับ 1.0882 (ณ วันศุกร์ เวลา 18.00 น.)
ส่วนค่าเงินเยนนั้น เปิดตลาดที่ระดับ 119.12 ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวตามปัจจัยจากตลาดสหรัฐเป็นสำคัญ เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยในประเทศใหม่ๆ มากนัก สัปดาห์ที่ผ่านมาตัวเลขสหรัฐออกมาแบบผสมผสาน ทำให้การแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐที่ต่อเนื่องเริ่มมีความหนืดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้เงินเยนยังอ่อนค่าต่อเนื่องได้ไม่มากนัก และการเคลื่อนไหวในกรอบที่แคบลง ในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจจากญี่ปุ่นนั้น สัปดาห์ที่ผ่านมามีการรายงานผลการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการจาก Tankan Survey ที่แสดงให้เห็นว่า ภาคธุรกิจในญี่ปุ่นยังมีความกังวลต่อภาพเศรษฐกิจอยู่ ขณะที่มีแผนปรับลดเม็ดเงินการลงทุนในปีนี้ลงเกือบ 5% หลังจากภาพของอุปสงค์ทั้งจากในและต่างประเทศไม่ได้สนับสนุนการลงทุนเพิ่มเติมมากนัก ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวที่ระดับ 119.65 (ณ วันศุกร์ เวลา 18.00 น.)
สำหรับภาวะตลาดหุ้นกู้เอกชน ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นการออกเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย อันดับเครดิต A+ เสนอขายให้กับผู้ลงทุนทั่วไป อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.75% มูลค่า 15,000 ล้านบาท และอายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.90% มูลค่า 15,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีการออกและเสนอขายหุ้นกู้ของกลุ่มพัฒนาอสังหา
ริมทรัพย์ อันดับเครดิต A+ เสนอขายให้กับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.81% มูลค่า 7,000 ล้านบาท และอายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.31% มูลค่า 1,000 ล้านบาท
ในสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงมีเงินทุนไหลเข้าตลาดตราสารหนี้อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ภาพเศรษฐกิจไทยยังออกมาไม่ดีอย่างต่อเนื่อง ช่วงต้นสัปดาห์มีการรายงานตัวเลขการส่งออก ซึ่งในเดือน ต.ค.ติดลบต่อเนื่องกันเป็นเดือนที่ 2 ของปี ทำให้ความเสี่ยงที่ส่งออกจะไม่ขยายตัวในปี 2015 มีเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อของไทยออกมาเป็นตัวเลขติดลบเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน ในเดือน มี.ค. ตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ -0.57% และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.31% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 1.45% เพิ่มน้ำหนักเรื่องการคาดการณ์ของนักลงทุนว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อไป







