
หยวนผงาดค้าระหว่างประเทศ
เอชเอสบีซี เผยเงินหยวนขยับขึ้นเป็นเงินสกุลหลักของโลก เหตุปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นและมีศักยภาพในเชิงธุรกิจ
เอชเอสบีซี เผยเงินหยวนขยับขึ้นเป็นเงินสกุลหลักของโลก เหตุปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นและมีศักยภาพในเชิงธุรกิจ
ธนาคารเอชเอสบีซีเผยผลสำรวจสกุลเงินหลักของโลก พบว่า เงินหยวนกลายเป็นประเด็นที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัททั่วโลกหยิบยกมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในที่ประชุมระดับบริหาร ซึ่งนับเป็นเวลาแค่เพียง 5 ปีภายหลังจากการที่จีนเปิดเสรีค่าเงินหยวน โดยผู้บริหารระดับสูงในหลายประเทศ เห็นว่าเงินหยวนมีศักยภาพในเชิงธุรกิจ และการใช้เงินหยวนของบริษัทเอกชนมีปริมาณสูงมากในปีที่ผ่านมา
นายไซมอน คูเปอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายพาณิชย์ธนกิจ ธนาคารเอชเอสบีซี เปิดเผยว่า เงินหยวนเริ่มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มใหม่ในรอบหลายปี และสะท้อนถึงมุมมองใหม่ในกระบวนการเปิดเสรีทางการเงิน จากการที่บริษัทหลายแห่งนอกประเทศจีนเคยมองว่าการใช้เงินหยวนเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงเพื่อได้ประโยชน์ก่อนคนอื่น แต่ขณะนี้บริษัทเหล่านั้นกำลังปรับตัวเพื่อรับเงินหยวน ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการดำเนินธุรกิจ หากจะเป็นคู่ค้ากับจีนก็ไม่อาจมองข้ามการทำธุรกิจเป็นเงินสกุลหยวนไปได้
ทั้งนี้ ปริมาณการใช้เงินหยวนเพิ่มสูงขึ้น ตั้งแต่จีนได้เริ่มผ่อนคลายอุปสรรคที่เป็นข้อจำกัดธุรกรรมระหว่างประเทศในปี 2552 และจากข้อมูลขององค์กรชำระเงินระหว่างประเทศ (SWIFT) ระบุว่า ในปลายปี 2557 เงินหยวนได้กลายเป็นสกุลเงินที่ใช้ชำระหนี้ต่างประเทศมากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก หลังจากมูลค่าการชำระเงินด้วยสกุลหยวนเพิ่มสูงขึ้นกว่าเท่าตัวภายในปีเดียว โดยเงินหยวนได้แข็งค่าขึ้น 8% เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐในช่วงเดือน ม.ค. 2554-ม.ค. 2557 และเริ่มอ่อนค่าลงประมาณ 3% ตั้งแต่ต้นปี เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐมีอัตราการเร่งตัวที่ดีขึ้น โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เงินหยวนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินต่างๆ รวมทั้งเงินยูโร เงินปอนด์ และเงินเยน
ในปี 2557 ธนาคารเอชเอสบีซีได้ทำการสำรวจการใช้เงินหยวนแบบเดียวกันนี้ในตลาด 11 แห่ง โดยในปีนี้ได้เพิ่มตลาดบราซิล มาเลเซีย และเกาหลีใต้ เข้าไปด้วย เมื่อเปรียบเทียบผลสำรวจในปีนี้กับปีที่ผ่านมา เฉพาะตลาดที่เคยสำรวจเดิมทั้ง 11 แห่ง พบว่า บริษัทเอกชนที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ทางการเงินจากการใช้เงินหยวนทำธุรกิจกับจีนมีจำนวนลดลงเล็กน้อย คิดเป็น 44% เทียบกับ 47% ในปี 2557 และบริษัทเอกชนที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ในการสร้างเครือข่ายการค้าจากการใช้เงินหยวนทำธุรกิจกับจีนมีจำนวนลดลงเล็กน้อย คิดเป็น 47% เทียบกับ 49%
“คาดว่าเงินหยวนจะถูกนำไปใช้ชำระค่าสินค้าแก่คู่ค้าที่ไม่ใช่จีนภายใน 5 ปี เหมือนกับทุกวันนี้ที่มีการใช้เงินเหรียญสหรัฐในธุรกรรมต่างๆ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับคู่ค้าสหรัฐแต่อย่างใด สะท้อนศักยภาพสกุลเงิน” นายไซมอน กล่าว







