posttoday
ชีวิตสไตล์เสี่ยซัยโจ

ชีวิตสไตล์เสี่ยซัยโจ

05 เมษายน 2558

“ผมไม่มีโอกาสใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นคนอื่นเลย” เป็นคำพูดของสมศักดิ์ เมื่อเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเข้ามาสู่วงการธุรกิจ

“ผมไม่มีโอกาสใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นคนอื่นเลย” เป็นคำพูดของสมศักดิ์ เมื่อเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเข้ามาสู่วงการธุรกิจ

เขาบอกว่าตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปี 2 ที่ธรรมศาสตร์ ก็ต้องช่วยพ่อแม่ทำงานมาตลอด และทันทีที่เรียนจบในวัย 23 เมื่อปี 2521 ก็ลงมาทำธุรกิจอย่างเต็มตัว ซึ่งตอนนั้นยังเป็นหน้าใหม่มาก ไม่มีเครดิต การเงินติดขัด ไปซื้อวัตถุดิบมาผลิตก็ไม่มีขาย บริษัทแบกหนี้อยู่ถึง 30 ล้านบาท ซึ่งสมัยนั้นถือว่าก้อนใหญ่มาก

“ตอนนั้นถึงมีเงินสดไปเปิดแอล/ซี ก็ไม่มีใครเปิดให้ อยู่ในภาวะติดลบ น่ากลัวกว่าภาวะเป็นศูนย์ ไม่มีคนซัพพอร์ตทางการค้า แต่ผมมีสิ่งเดียวคือ ความเชื่อมั่น มีศรัทธาต่อการมารับช่วงทำธุรกิจ และการบริหารหนี้ก้อนโตที่รอสะสางอยู่ข้างหน้า และโชคดีที่ได้อ่าน ‘แก่นพุทธศาสน์’ ของท่านพุทธทาส ทำให้เกิดมุมมองใหม่ๆ”

สมศักดิ์ เล่าว่า หลังอ่านหนังสือธรรมะเล่มนั้น ทำให้เห็นภาพทุกอย่างชัดเจนขึ้น จึงตัดสินใจไปพบเจ้าหนี้ทุกรายด้วยตัวเอง พูดคุยอย่างตรงไปตรงมา เพราะเชื่อว่าไม่มีเจ้าหนี้คนไหนอยากมีหนี้เพิ่ม โดยใช้หลักคิดง่ายๆ ว่าต้องทำให้สถาบันการเงินหรือเจ้าหนี้อยากจะทำธุรกิจด้วยกัน ต่างคนต่างได้ประโยชน์ร่วมกัน ต้องมีศรัทธาในตัวเอง และทำให้คนอื่นศรัทธาด้วย

“ผมไม่ขอให้เจ้าหนี้ลดดอกเบี้ยและเงินต้นให้แม้แต่บาทเดียว แต่ขอเวลา 3 เดือน โดย 3 เดือนนี้จะต้องไม่เข้ามายุ่งวุ่นวาย พอไม่มีเรื่องวุ่นวายใจ ทำให้สมองปลอดโปร่งในการคิดหาวิธีหาเงินมาใช้หนี้ และในช่วง 3 เดือนนั้นก็ค่อยๆ หาเงิน พอเข้าเดือนที่ 4 ก็บริหารเงินและสินทรัพย์ที่มีอยู่ เริ่มกระจายใช้หนี้ พอเจ้าหนี้เห็นว่าเราตั้งใจจริงก็เข้าใจ จนสุดท้ายสามารถล้างหนี้หมดภายใน 3 ปี และใช้เวลาอีก 4 ปี ในการเตรียมความพร้อม สร้างรากฐานให้แข็งแรง”

ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือหลักการดำเนินธุรกิจที่สมศักดิ์ยังถือปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้

แน่นอนว่าเบื้องหลังความสำเร็จทางธุรกิจ ชีวิตครอบครัวคือสิ่งที่สมศักดิ์ระบุชัดเจนว่าเป็นกุญแจดอกสำคัญของความสำเร็จในชีวิต เขาเชื่อและปฏิบัติตามแนวทางของการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตครอบครัว

“ทุกเย็นวันเสาร์ ผมจะทานข้าวกับครอบครัวกันพร้อมหน้าพร้อมตา ส่วนเวลาว่างก็จะอ่านหนังสือธรรมะ ไปวัดสวดมนต์ พาลูกๆ ไปทำบุญสถานสงเคราะห์ โรงทาน ให้ลูกได้เห็นความทุกข์ยากของคน ให้เขาได้เห็นโลกความเป็นจริง เพื่อจะได้ใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท”

สมศักดิ์ เชื่อว่า แนวทางแบบนี้จะช่วยสร้างทายาทที่สามารถสืบทอดเจตนารมณ์และธุรกิจได้ในอนาคต โดยเขามองว่าสมัยนี้นักธุรกิจรุ่นใหม่ๆ ทำงานแบบกลัวอุปสรรค กลัวความล้มเหลว เพราะไม่เคยผ่านยุคสร้างตัวมา ส่วนใหญ่จะมีพ่อแม่ปูทางให้แล้ว จนไม่รู้วิธีการปีนต้นไม้หรือตกต้นไม้ว่าจะทำอย่างไรถึงไม่เจ็บ รู้แต่เพียงวิธีการเกาะต้นไม้อยู่กลางต้นเท่านั้น ซึ่งไม่อยากให้ลูกๆ ที่จะมารับช่วงต่อเป็นแบบนั้น

ทั้งหมดนี้สมศักดิ์บอกว่ามันสอดคล้องกับหลักปรัชญาที่ว่า “เรื่องส่วนตัวใหญ่แค่ไหน ก็เป็นเรื่องเล็ก เรื่องส่วนรวมเล็กแค่ไหน ก็เป็นเรื่องใหญ่” เมื่อยึดปรัชญานี้ได้ การดำเนินชีวิตทั้งครอบครัว และการบริหารธุรกิจก็จะยิ่งราบรื่นไปด้วย เพราะ “สิ่งที่น่ากลัวมันไม่ได้อยู่ที่การแข่งขัน แต่กลับอยู่ที่ความพร้อมของตัวเราเองและทีมงานมากกว่า”

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน