
บ้านปูกำไรดี 2ธุรกิจหนุน
บ้านปูแข็งแกร่งขึ้น ราคาถ่านหินปีนี้สูงถึง 60 เหรียญ เร่งเดินหน้าโรงไฟฟ้า
บ้านปูแข็งแกร่งขึ้น ราคาถ่านหินปีนี้สูงถึง 60 เหรียญ เร่งเดินหน้าโรงไฟฟ้า
นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ บริษัท บ้านปู (BANPU) เปิดเผยว่า ราคาขายถ่านหินเฉลี่ยในปี 2558 บริษัทจะสามารถทำได้เฉลี่ย 60 เหรียญสหรัฐ/ตัน สูงกว่าราคาเฉลี่ยในตลาดโลก ซึ่งปัจจุบันลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 53 เหรียญสหรัฐ/ตัน ลดลงจากปลายปี 2557 ที่ประมาณ 64-65 เหรียญสหรัฐ/ตัน เพราะบริษัทได้ขายล่วงหน้าในสัดส่วน 60% ของปริมาณผลิตในช่วงปลายปีที่ผ่านมา คาดปริมาณการผลิตทั้งปีนี้จะใกล้เคียงกับปีก่อนที่ประมาณ 48.7 ล้านตัน ส่วนที่เหลือน่าจะทำสัญญาขายล่วงหน้าได้ในช่วงปลายไตรมาส 3 ปีนี้
“ธุรกิจผลิตและจำหน่ายถ่านหินจะยังเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มต่อไปในระยะ 10-15 ปีข้างหน้านี้ จึงมีแผนจะขยายและลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจถ่านหินและราคาได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่ในช่วงราคาถ่านหินอยู่ในระดับต่ำ บริษัทได้มองหาโอกาสการเข้าซื้อกิจการโดยเฉพาะอินโดนีเซีย ซึ่งบริษัทมีฐานธุรกิจอยู่เดิม สามารถนำโครงสร้างพื้นฐานมาต่อยอดได้ทันที ทั้งถนนที่มีระยะทางประมาณ 100 กม. รวมถึงท่าเรือขนาดใหญ่และเรือลากจูง ที่ขนส่งถ่านหินได้ถึงประมาณ 10 ล้านตัน/ปี นอกจากนั้นยังมองหาโอกาสซื้อกิจการถ่านหินในออสเตรเลียด้วย เพราะบริษัทเป็นเจ้าของท่าเรือ 2 แห่ง และมีเส้นทางรถไฟที่สามารถใช้ส่งสินค้าได้”
สำหรับความต้องการถ่านหินในอนาคต ยังมีโอกาสปรับเพิ่มสูงขึ้น จาก กลุ่มประเทศที่มีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และมีแนวโน้มเติบโตสูง ได้แก่ อินเดีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย โดยเฉพาะอินโดนีเซียมีโอกาสที่จะศึกษาพัฒนาลงทุนโรงไฟฟ้าและจำหน่ายถ่านหิน ซึ่งประธานาธิบดีคนใหม่ของอินโดนีเซียประกาศแผนที่จะเพิ่มจำนวนโรงไฟฟ้าใหม่อีก ขนาด 3.5 หมื่นเมกะวัตต์ จากปัจจุบันที่มีประมาณ 3 หมื่นเมกะวัตต์ โดยมุ่งไปยังการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นหลัก
นายชนินท์ กล่าวต่อว่า บริษัทยังมองหาโอกาสในการซื้อกิจการและร่วมทุนโรงไฟฟ้า เพื่อกระจายความเสี่ยง ทั้งกำไรและรายได้ โดยในปี 2563 ตั้งเป้าที่จะมีสัดส่วนมูลค่ากิจการจากธุรกิจโรงไฟฟ้าเพิ่มเป็นประมาณ 35-40% หรือพอร์ต เพิ่มเป็นประมาณ 4,000 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันอยู่ที่ 20% หรือ 1,800 เมกะวัตต์
นางสมฤดี ชัยมงคล ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร-การเงิน BANPU กล่าวว่า บริษัทคาดว่าจะนำบริษัท บ้านปู พาวเวอร์ เข้าตลาดหลักทรัพย์ในช่วงปลายปีนี้ หรือต้นปี 2559 โดยเบื้องต้นคาดว่ามูลค่าการระดมทุนน่าจะอยู่ที่ประมาณ 400-500 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการออกหุ้นใหม่ทั้งจำนวน โดยมีแผนจะนำเงินไปใช้พัฒนาโรงไฟฟ้าในอนาคต รวมถึงลงทุนต่อเนื่องในโรงไฟฟ้าหงสาในประเทศลาว และโรงไฟฟ้าในจีน รวมถึงขยายกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีในไทยที่บริษัทถือหุ้นสัดส่วน 50% เพิ่มอีก 1,000 เมกะวัตต์ และใช้ลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ทั้งโรงไฟฟ้าโซลาร์ในญี่ปุ่น และร่วมทุนโรงไฟฟ้าชีวมวลในไทย
บริษัทมีความพร้อมในเรื่องแหล่งเงินทุน จากปัจจุบันที่มีวงเงินหุ้นกู้มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ภายหลังออกหุ้นกู้เต็มจำนวน จะไม่กระทบต่ออัตราหนี้สินต่อทุนสุทธิ (ดี/อี) ให้เกินเพดานที่กำหนดไว้ที่ 1.75 เท่า จากสิ้นปี 2557 อยู่ที่ 1.17 เท่า
“นโยบายการเงินของบริษัทปีนี้ จะไม่พยายามก่อหนี้ให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้มีภาระดอกเบี้ยเพิ่ม แต่วงเงินหุ้นกู้ที่เรามีจะเป็นการเตรียมพร้อม หากมีโครงการดีๆ และมีผลตอบแทนที่คุ้ม เราก็จะมีแหล่งเงินใช้ลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนรวมถึงเตรียมไว้สำหรับหนี้เดิมที่จะครบด้วย” นางสมฤดี กล่าว







