
จับตาญี่ปุ่นจ่อเข้าพ.ค.นี้
นักลงทุนทุกกลุุ่มฟันธง แนวโน้มหุ้น 3 เดือนยังคงซบเซา ให้น้ำหนักเศรษฐกิจ
นักลงทุนทุกกลุุ่มฟันธง แนวโน้มหุ้น 3 เดือนยังคงซบเซา ให้น้ำหนักเศรษฐกิจ
นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจประจำเดือน เม.ย. 2558 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนอยู่ที่ 78.90 จุด ปรับตัวลดลง 33.5% เมื่อเทียบกับดัชนีเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ 118.64 จุด
นักลงทุนทุกกลุ่มต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่าตลาดจะปรับตัวลดลง หรือเริ่มเข้าสู่ภาวะซบเซา (Bearish) ในช่วง3 เดือน โดยนักลงทุนรายย่อยและสถาบันในประเทศ มองตรงกันว่าภาพตลาดหุ้นจะ Bearish ค่าดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ 76.79% และ 76.47% ตามลำดับ ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศอยู่ที่ 85.71% และบัญชีหลักทรัพย์อยู่ที่ 100% หรือมองว่าจะทรงตัว (Neutral)
สำหรับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อมั่น ส่วนใหญ่จะให้น้ำหนักกับเศรษฐกิจ รองลงมาจะเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจ และเศรษฐกิจต่างประเทศ ตามด้วยการเมือง
ขณะที่มองว่าหุ้นธนาคารพาณิชย์ น่าสนใจลงทุนมากที่สุด ส่วนยานยนต์ เป็นกลุ่มไม่น่าลงทุนมากที่สุด
นายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท ลดลง 18% จากเดือนก่อนหน้า สอดคล้องกับค่าความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนที่ลดลง
อย่างไรก็ตาม ต้นปีจนถึงสิ้นเดือน มี.ค. ดัชนีหุ้นเพิ่มขึ้น 0.6% และต่างชาติมียอดขายสุทธิแต่หากพิจารณาในแง่ของอัตราราคากับกำไรสุทธิต่อหุ้น (พี/อี) อยู่ที่ 14.77 เท่า ถือว่าต่ำกว่ามาเลเซียอยู่ที่ 16 เท่า ฟิลิปปินส์ 17 เท่า และอินโดนีเซียอยู่ที่ 16 เท่า ทำให้หุ้นไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติไม่ได้แพงแล้ว เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน
นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การใช้มาตรา 44 แทนกฎอัยการศึกนั้น เนื้อหาของกฎหมายไม่ได้มีความแตกต่างกัน เพียงแต่กฎอัยการศึกเป็นกฎหมายระดับนานาชาติ บางกองทุนจะไม่ลงทุนในประเทศที่มีกฎอัยการศึก ซึ่งคิดเป็น 5% ของกองทุนทั่วโลก ซึ่งถือว่าไม่ได้มาก
ทั้งนี้ อยากให้ติดตามเงินมาตรการคิวอีของญี่ปุ่น ซึ่งคาดว่าน่าจะเริ่มเห็นเม็ดเงินเข้ามาในช่วงเดือน พ.ค.นี้ โดยที่ผ่านมาได้พาลูกค้ากองทุนญี่ปุ่นมาเยี่ยมบริษัทจดทะเบียนไทยหลายแห่งบ้างแล้ว และมีบางแห่งได้จัดตั้งกองทุนใหม่มีนโยบายลงทุนในภูมิภาคอาเซียน ขนาดกองทุน 2,000-3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งประเทศไทยน่าจะเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายในการลงทุน
“สำหรับปัญหาการเมืองไทยนั้นไม่น่าจะมีน้ำหนักมาก เพราะประเมินว่าอีก 2 ปีข้างหน้านี้การเมืองไทยจะอยู่ในช่วงฮันนีมูน พีเรียด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดชนะการเลือกตั้งก็ตาม และทางซีแอลเอสเอยังคงเป้าหมายดัชนีหุ้นปีนี้ที่ระดับ 1,750 จุด และยังมีความเชื่อมั่นว่าจะไปถึงระดับเป้าหมายได้ จากลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลชุดปัจจุบันได้เร่งผลักดัน” นายปริญญ์ กล่าว
หุ้นท่ี่น่าสนใจลงทุนระยะนี้คือ กลุ่มท่องเที่ยว บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และเริ่มให้น้ำหนักกลุ่มค้าปลีก







