
"นันยาง" รุกตลาด เจาะเด็กประถมฯ วางเป้าโต5-8%
นันยาง ชี้ตลาดรองเท้านักเรียนปีนี้ยังไม่โต เตรียมเปิดศึกชิงแชร์คู่แข่งส่งรองเท้าผ้าใบเจาะเด็กประถมดันรายได้โต 5-8%
นันยาง ชี้ตลาดรองเท้านักเรียนปีนี้ยังไม่โต เตรียมเปิดศึกชิงแชร์คู่แข่งส่งรองเท้าผ้าใบเจาะเด็กประถมดันรายได้โต 5-8%
นายจักรพล จันทวิมล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรองเท้าผ้าใบนันยาง เปิดเผยว่า ตลาดรองเท้านักเรียนมูลค่า 5,000 ล้านบาท ปีนี้ไม่เติบโตต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ถือว่าอยู่ในภาวะที่ดีจากเดิมที่คาดว่าตลาดจะหดตัว เพราะสภาพเศรษฐกิจตกต่ำต่อเนื่อง ตลาดรองเท้านักเรียนไม่เติบโตมา 2-3 ปีแล้ว โดยเฉลี่ยผู้ปกครองยังซื้อรองเท้า 1.3 คู่/คน/ปี เมื่อเทียบช่วงเศรษฐกิจดีตลาดเติบโต 5-7%
ขณะที่แผนธุรกิจและการเติบโตของบริษัทปีนี้ต้องมาจากการชิงส่วนแบ่งจากคู่แข่ง และการสร้างตลาดใหม่ จึงได้เปิดตัวนันยางแฮฟ ฟัน รองเท้าผ้าใบเฉพาะสำหรับเด็กระดับประถมศึกษาขึ้นเป็นรายแรก เจาะกลุ่มอายุ 6-9 ขวบ จากเดิมตลาดจะมีรองเท้าผ้าใบขนาดเล็กเท่านั้นแต่ไม่ได้ผลิตขึ้นมาโดยเฉพาะ นอกจากนี้รองเท้านักเรียนระดับประถมศึกษายังเป็นตลาดใหญ่มีสัดส่วนถึง 60% ของตลาดรวม หรือกลุ่มเป้าหมายราว 6-7 ล้านคน และอีก 40% เป็นตลาดรองเท้านักเรียนระดับมัธยมศึกษา หรือราว 5 ล้านคน
“บริษัทมองว่ารองเท้าผ้าใบสำหรับเด็กประถมฯเป็นโอกาสทางตลาด คู่แข่งในตลาดมีน้อย มีเพียงเบรกเกอร์เท่านั้นที่เป็นผู้นำตลาด และจากการรุกตลาดรองเท้าผ้าใบเด็กประถมฯ ผลักดันให้รายได้เติบโตจาก 12-15% เพิ่มเป็น 20% และสัดส่วนรายได้เพิ่มจาก 25% เป็น 30% ส่วนรองเท้าระดับมัธยม 13-18 ปี สัดส่วนจาก 75% เป็นเหลือ 70%” นายจักรพล กล่าว
นอกจากนี้ ยังได้ทุ่มงบ 70 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 20% สำหรับการทำตลาดรองเท้าผ้าใบนันยาง โดยเปิดตัวภาพยนตร์ จัดกิจกรรมตลาด และโปรโมชั่นลดราคา 10-15% ในช่วงเดือน พ.ค. รองรับกับกำลังซื้อที่คาดว่าหลังสงกรานต์หรือระหว่างเดือน เม.ย.-พ.ค. ผู้ปกครองจะเริ่มซื้อสินค้า ซึ่งปีนี้ไม่ได้ปรับราคาเพิ่มขึ้นเริ่มต้นที่ 205–335 บาท แม้ว่าราคายางพาราจะลดลง แต่ต้นทุนการผลิตส่วนอื่นๆ ปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าไฟ วางจำหน่ายผ่านช่องทางร้านค้าปลีกทั่วไป 4,000 แห่ง และช่องทางโมเดิร์นเทรด
นายจักรพล กล่าวอีกว่า ส่วนแผนตลาดรองเท้าแตะช้างดาวมุ่งขยายฐานลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 18 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 30% เท่านั้น ขณะที่ฐานลูกค้าหลักจะเป็นผู้ใหญ่อายุ 35 ปี สัดส่วน 70% โดยจะพัฒนาสินค้าสีสันใหม่ออกมา ขณะเดียวกันได้เร่งขยายตลาดส่งออกอาเซียน ตะวันออกกลาง ได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา อินโดนีเซีย อินเดีย และปากีสถานในเชิงรุกมากขึ้น เนื่องจากเป็นตลาดที่ยังสามารถเติบโตได้อีกมาก ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการส่งออกจาก 20% เป็น 30% ในปี 2560 ส่วนรายได้รวมสิ้นปีตั้งเป้าเติบโต 5-8% เท่ากับปีที่ี่ี่ผ่านมาซึ่งคาดว่ากลุ่มรองเท้าผ้าใบนันยางจะมีส่วนแบ่งเพิ่มจาก 40% เป็น 42%







