
ลดแนวโน้มเครดิตเกียรตินาคิน ‘ทริส’มองทิศทางสินเชื่อย่ำแย่
ทริสเรทติ้ง หั่นแนวโน้มเกียรตินาคินเหลือคงที่ สะท้อนทิศทางสินเชื่อถดถอย ตลาดลีสซิ่งยานยนต์จำกัด หวั่นทำกำไรลด
ทริสเรทติ้ง หั่นแนวโน้มเกียรตินาคินเหลือคงที่ สะท้อนทิศทางสินเชื่อถดถอย ตลาดลีสซิ่งยานยนต์จำกัด หวั่นทำกำไรลด
บริษัทจัดอันดับเครดิต ทริสเรทติ้ง ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ของธนาคารเกียรตินาคิน ที่ระดับ A- แต่ลดแนวโน้มอันดับเครดิตของธนาคารเป็น Stable หรือคงที่ จากเดิมที่เป็นมุมมองเชิงบวก ซึ่งสะท้อนถึงสถานะทางธุรกิจและการเงินของธนาคารที่อ่อนแอลงจากความเสื่อมถอยของคุณภาพสินเชื่อ ตลอดจนความสามารถในการทำกำไรและเงินกองทุนที่อาจลดลงในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า รวมทั้งโอกาสของตลาดรถยนต์และตลาดเช่าซื้อรถยนต์ในประเทศไทยที่มีจำกัด
ทริส ระบุว่า ธนาคารมีความเสี่ยงในการกระจุกตัวของสินเชื่อจากกลยุทธ์ที่เน้นในตลาดเฉพาะกลุ่ม ณ เดือน ธ.ค. 2557 มีพอร์ตสินเชื่อขนาดใหญ่ 2 กลุ่ม ได้แก่ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ 70% ของสินเชื่อรวม และสินเชื่อโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 19% นอกจากนี้ยังมีสินเชื่อที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อจะได้ผลตอบแทนมากเพียงพอต่อต้นทุนทางการเงินที่อยู่ในระดับสูงด้วย โดยสินเชื่อที่เป็นกลุ่มเสี่ยงด้านเครดิตในระดับกลางถึงสูง และอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินเชื่อของธนาคารได้หากเศรษฐกิจทรุดตัวลง คือสินเชื่อในกลุ่มรถยนต์ใช้แล้ว สินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และสินเชื่อการค้าในกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
ในทางตรงข้าม ธนาคารอาจได้รับการสถานะเครดิตในทางบวกได้ หากธนาคารได้ประโยชน์จากการผสานพลังร่วมในกลุ่ม โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นและมีสถานะทางการเงินที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามสถานะเครดิตในทางบวกไม่น่าเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ
ทั้งนี้ ธนาคารเกียรตินาคินมีสินทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับ 11 จากธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งสิ้น 17 แห่ง ณ เดือน ธ.ค. 2557 โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดของสินเชื่อที่ 1.8% และเงินรับฝากที่ 1.2% ขณะเดียวกันแหล่งรายได้ของธนาคารที่กระจายตัวมากขึ้นจากธุรกิจตลาดทุน ทำให้ผลการดำเนินงานของธนาคารอาจมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดทุนได้สูงกว่าของธนาคารอื่น อย่างไรก็ตามธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงเท่ากับ 14.77% และมีอัตราส่วนเงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยงเท่ากับ 15.16% หรือสูงกว่าเกณฑ์ซึ่งอยู่ที่ 6% และ 8.5% ตามลำดับ







