
วิกฤตหนี้สาธารณะและขีดความสามารถในการแข่งขันของกรีซ
....นคร สังขรัตน์
ฟุตบอลโลก 2010 ได้เริ่มขึ้นแล้ว ปรากฏว่าประเทศในกลุ่มหมู 5 ตัว (PIIGS) ประกอบด้วย โปรตุเกส อิตาลี กรีซ และสเปน ที่เข้ารอบสุดท้าย ล้วนทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวัง โดยเฉพาะกรีซที่ออกสตาร์ตย่ำแย่ แพ้แม้กระทั่งเกาหลีใต้ โดยเมื่อปี 2004 กรีซเคยสร้างปรากฏการณ์เทพนิยายกรีกไว้ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติทวีปยุโรป เนื่องจากผ่านเข้ารอบมาด้วยฟอร์มอันกระท่อนกระแท่น แต่กลับคว้าแชมป์มาครองได้
ถ้าเทียบฟอร์มการเล่นของทีมกรีซในฟุตบอลโลกครั้งนี้กับปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะที่กำลังลุกลามไปทั่วยุโรป ผมถือว่าฟอร์มไม่ห่างชั้นกันนัก เนื่องจากกรีซกำลังประสบกับปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะที่คาดว่าจะสูงถึง 150% ของจีดีพี
แม้ว่าสหภาพยุโรป (EU) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จะบรรลุข้อตกลงด้านความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือกรีซในการแก้ไขวิกฤตการณ์ด้านการคลัง โดยอนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำประมาณ 5% มูลค่า 1.1 แสนล้านยูโร โดยหวังว่าจะช่วยแก้ปัญหาการขาดสภาพคล่องของกรีซไปได้นานถึง 3 ปี ทั้งนี้รัฐบาลกรีซได้ให้ความเชื่อมั่นว่าจะปรับลดยอดขาดดุลจากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 13.6% ของจีดีพี ให้เหลือเพียง 8.1% ในปีหน้า ก่อนที่จะลดลงมาสู่ระดับต่ำกว่า 3% ภายในปี 2557 โดยล่าสุดธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังได้ประกาศตรึงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ที่ 1% ต่อไป
แต่มาตรการทางด้านการเงินคงช่วยบรรเทาวิกฤตหนี้สาธารณะกรีซไปได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะปัญหาที่แท้จริงของกรีซเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่นอกจากจะไม่สามารถอาศัยการปรับลดค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบจากการค้าระหว่างประเทศแล้ว ยังมีอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงอย่างต่อเนื่อง จากรายงานการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศของ World Economic Forum (WEF) ปี 20092010 โดยใช้ปัจจัย 12 ด้านเป็นเกณฑ์ในการประเมิน พบว่าขีดความสามารถในการแข่งขันของกรีซตกต่ำลงอย่างมากจากอันดับที่ 65 ในปี 20072008 ลดลงมาอยู่อันดับที่ 71 ในปีนี้ จากทั้งหมด 133 ประเทศ ต่ำกว่าแม้กระทั่งอียิปต์ คาซัคสถาน และบอตสวานา
กลุ่มปัจจัยที่ตกต่ำอย่างน่าเป็นห่วง คือ ประสิทธิภาพของตลาดแรงงานอยู่ในอันดับ 116 เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคอยู่ในอันดับ 103 ความก้าวหน้าของตลาดการเงินอยู่ในอันดับ 83 ประสิทธิภาพของตลาดสินค้าอยู่ในอันดับ 75 สถาบันต่างๆ อยู่ในอันดับ 70 ความก้าวหน้าของการบริหารจัดการธุรกิจอยู่ในอันดับ 66 ในขณะที่นวัตกรรมอยู่ในอันดับ 65
เมื่อพิจารณาในแต่ละด้านพบข้อมูลที่น่าสนใจ คือ ด้านประสิทธิภาพแรงงาน กรีซมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่ตกต่ำอย่างมาก โดยมี ความยืดหยุ่นของระบบกำหนดค่าจ้างแรงงานอยู่ในอันดับ 128 แรงงาน สัมพันธ์อยู่ในอันดับ 120 ความเหมาะสมของค่าจ้างและผลิตภาพแรงงานอยู่ในอันดับ 120 การจ้างงานและการเลิกจ้างอยู่ในอันดับ 113 ข้อกำหนดที่มีความเข้มงวดในการจ้างงานอยู่ในอันดับที่ 111 ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค ที่กำลังสร้างปัญหาอย่างหนักให้กับกรีซ พบว่าหนี้สาธารณะอยู่ในอันดับ 127 อัตราการออมของประเทศอยู่ในอันดับ 126 การขาดดุล/เกินดุลงบประมาณภาครัฐอยู่ในอันดับ 98 สำหรับด้านความก้าวหน้าของตลาดการเงิน กรีซมีมาตรการปกป้องนักลงทุนอยู่ในอันดับ 115 สิทธิตามกฎหมายอยู่ในอันดับ 98 ความพร้อมของธุรกิจร่วมทุนอยู่ในอันดับ 75
สำหรับด้านประสิทธิภาพของตลาดสินค้านั้น มีต้นทุนของนโยบายการเกษตรอยู่ในอันดับ 121 ขั้นตอนในการจัดตั้งธุรกิจอยู่ในอันดับ 120 ผลกระทบของธุรกิจจากนโยบายการลงทุนจากต่างประเทศอยู่ในอันดับ 111 ด้านสถาบันต่างๆ พบว่าความยุ่งยากจากกฎระเบียบข้อบังคับทางราชการอยู่ในอันดับ 125 การใช้จ่ายของภาครัฐที่ไม่ตรงวัตถุประสงค์อยู่ในอันดับ 107 ประสิทธิภาพของคณะกรรมการบริษัทอยู่ในอันดับ 104 ความมีจริยธรรมทางธุรกิจอยู่ในอันดับ 101 ความโปร่งใสของภาครัฐอยู่ในอันดับ 95 การเลือกปฏิบัติของหน่วยงานภาครัฐที่มีผลกระทบต่อองค์กรธุรกิจอยู่ในอันดับ 93
ด้านความก้าวหน้าทางธุรกิจ ความกว้างของห่วงโซ่คุณค่าอยู่ในอันดับ 122 ความก้าวหน้าของระบบการผลิตอยู่ในอันดับ 122 การสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจอยู่ในอันดับ 106 การควบคุมการกระจายธุรกิจไปยังต่างประเทศอยู่ในอันดับ 103 ด้านนวัตกรรม การใช้จ่ายทางด้านการวิจัยและพัฒนาของบริษัทอยู่ในอันดับ 133 (อันดับสุดท้าย) ความสามารถด้านนวัตกรรมอยู่ในอันดับ 127 ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมในด้านการวิจัยและพัฒนาอยู่ในอันดับ 118
เทียบได้กับฟอร์มการเล่นของนักฟุตบอลกรีซที่ถูกวิจารณ์ว่าตั้งเกมรุกไม่เอาไหน กองกลางไม่มีทีเด็ดในการจ่ายบอลเจาะกองหลังคู่แข่ง กองหน้าเลยมีโอกาสน้อยมาก ผู้จัดการทีมมักเรียกใช้นักเตะอายุเยอะ เป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่าถึงเวลาต้องปรับโครงสร้างทีมใหม่ เช่นเดียวกับปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะของประเทศในขณะนี้ ที่กรีซจะมัวพะวงอยู่กับการขอรับความช่วยเหลือทางการเงินที่เป็นเพียงมาตรการในระยะสั้นไม่ได้ แต่จะต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนในระยะยาว







