posttoday
หยวนหยวน

หยวนหยวน

22 มิถุนายน 2553

....สุกิจ อุดมศิริกุล

สวัสดีครับทุกท่าน ประเด็นสำคัญที่คงต้องนำมาเสนอความเห็นในสัปดาห์นี้คงหนีไม่พ้นเรื่องการที่ธนาคารกลางจีนยอม (หยวน) ปล่อยให้ค่าเงินหยวนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น หรือหากจะพูดว่าเป็นการลอยตัวค่าเงินหยวนก็ว่าได้ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าทางการจีนจะยอมให้ค่าเงินหยวนเคลื่อนไหวอิสระเต็มที่ แต่จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป

การเปลี่ยนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของทางการจีนในครั้งนี้ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของตลาด เนื่องจากแรงกดดันของสหรัฐในช่วงที่ผ่านมาชัดเจนว่าต้องการให้จีนปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าเพื่อลดความได้เปรียบในเรื่องสินค้าส่งออกของจีน

สำหรับการปล่อยค่าเงินหยวนให้มีความยืดหยุ่นในครั้งนี้ถือว่าเป็นการกลับมาผ่อนคลายค่าเงินหยวนอีกครั้งหลังจากทางการจีนกลับมาตรึงค่าเงินหยวนกับค่าเงินเหรียญสหรัฐในเดือน ก.ย. 2551 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินในสหรัฐ ในขณะที่ก่อนหน้านี้ทางการจีนเคยยอมปล่อยให้ค่าเงินหยวนมีความยืดหยุ่นมาแล้วในช่วงเดือน ก.ค. 2548–ก.ย. 2551 ซึ่งในช่วงนั้นมีผลให้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินเหรียญสหรัฐ 17% หรือเฉลี่ยปีละ 5%

แนวโน้มค่าเงินหยวนหลังจากที่ทางการจีนยอมปล่อยให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในครั้งนี้ คาดว่าค่าเงินหยวนจะกลับสู่แนวโน้มแข็งค่ารอบใหม่ โดยล่าสุดการซื้อขายเงินหยวนที่ไม่มีการส่งมอบผ่านสัญญา NDF (NonDelivery Forward) ระยะ 3 เดือน บ่งชี้ว่าค่าเงินหยวนมีโอกาสแข็งค่า 1.5% จากปัจจุบันไปเคลื่อนไหวที่ 6.725 หยวนต่อเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่าในอีก 12 เดือนข้างหน้า ค่าเงินหยวนจะอยู่ที่ 6.5 หยวนต่อเหรียญสหรัฐ หรือ 5% จากระดับปัจจุบัน

นโยบายในการปล่อยค่าเงินหยวนให้ยืดหยุ่นของจีนในครั้งนี้ถือเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นเอเชียรวมถึงไทยอย่างแน่นอน เนื่องจากจะส่งผลให้เงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามากขึ้น โดยคาดหวังกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลในเอเชียที่คาดว่าจะแข็งค่าตามเงินหยวนของจีน โดยเฉพาะประเทศที่ขายสินค้าให้กับจีนอย่างเช่นออสเตรเลีย

ธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการบริโภคของจีนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ได้แก่ น้ำมันและก๊าซ ถ่านหิน เคมีภัณฑ์ อาหาร และท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจที่อาจได้รับประโยชน์จากการลงทุนทางตรง (FDI) ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรม

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ ผมประเมินว่าดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปบริเวณ 820 จุด หลังจากนั้นน่าจะลดความร้อนแรงลงบ้าง ทั้งนี้อยู่บนสมมติฐานว่าค่าเงินหยวนจะมีการแข็งค่าแบบค่อยเป็นค่อยไป

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีมุมมองในเชิงบวกต่อตลาดหุ้นใน 12 เดือนข้างหน้า โดยหากประเมินระดับดัชนีปัจจุบันที่บริเวณ 800 จุด เทียบกับกำไรต่อหุ้น (EPS) ของ Bloomberg Consensus ที่คาดการณ์ในปี 2553 ที่ 68 บาทต่อหุ้น พบว่ามีค่าสัดส่วนราคาต่อกำไร (PER) ในปี 2553 ที่ 11.7 เท่า

แต่หากประเมิน EPS ปี 2554 ที่ 79 บาทต่อหุ้น พบว่าค่า PER จะลดลงเหลือเพียง 10 เท่า ซึ่งถือว่าตลาดหุ้นไทยยังคงมีราคาไม่แพงในระยะ 12 เดือนข้างหน้า

ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้มากว่าเป้าหมายดัชนีในปี 2553 ที่ตลาดประเมินไว้ที่บริเวณ 850 จุด มีโอกาสเห็นได้ในไม่ช้า

ทั้งนี้ มีปัจจัยสนับสนุนจากเงินทุนต่างชาติที่คาดว่าจะเริ่มไหลเข้า ซึ่งนอกจากจะเป็นทิศทางเดียวกันกับตลาดหุ้นในภูมิภาคแล้ว ยังมีลุ้นโชค 2 ชั้นอีก เนื่องจากความที่นักลงทุนต่างชาติยังคงมีมูลค่าขายสุทธิ (Net Sell) ในตลาดหุ้นไทยเพียงตลาดเดียวในภูมิภาค (จนถึงสัปดาห์ที่แล้วประมาณ 2 หมื่นล้านบาท) ทำให้ผมคาดหวังว่ามีโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะกลับมาซื้อสุทธิโดดเด่นกว่าตลาดอื่น

ด้านค่าเงินบาท วันที่ 21 มิ.ย. แข็งค่าขึ้น 0.3% ซึ่งถือว่ายังคงน้อยกว่าการแข็งค่าของสกุลเงินในภูมิภาค ในขณะที่ SCB EIC คาดการณ์ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าเป็น 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในสิ้นปี 2553 หรือเป็นการแข็งค่าขึ้นอีก 4% ถือเป็นจุดที่ดึงดูดเงินทุนต่างชาติ เนื่องจากเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าไปในทิศทางเดียวกันกับค่าเงินหยวน เนื่องจากการที่ประเทศไทยมีสัดส่วนการค้ากับประเทศจีนเพิ่มขึ้น และถือเป็นคู่ค้ารายสำคัญรายหนึ่ง

สำหรับความวิตกกังวลต่อวิกฤตหนี้ยุโรปคาดว่าจะยังคงผ่อนคลายลงในสัปดาห์นี้ ถึงแม้ปัญหายังคงไม่จบ ซึ่งเป็นผลจากความพยายามในรูปแบบต่างๆ ของกลุ่มประเทศในยุโรป ในการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนจากนักลงทุน โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จ โดยประเมินความสำเร็จในการขายพันธบัตรของสเปน และการที่ CDS ของประเทศในกลุ่มประเทศโปรตุเกส สเปน อิตาลี และกรีซ (PIGS) เริ่มอ่อนตัวจากสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงความกังวลต่อฮังการีที่ลดลง และค่าเงินยูโรแข็งค่าเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ โดยค่าเงินยูโรจะมีแนวต้านทางด้านเทคนิคบริเวณ 1.26 เหรียญสหรัฐต่อยูโร ในขณะที่การประชุมกลุ่มผู้นำ G20 จะเป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดเกิดความมั่นใจมากขึ้น

กลยุทธ์การลงทุน

แนะนำ ซื้อ/ถือ เพื่อขายทำกำไรบริเวณ 820 จุด โดยสัปดาห์นี้แนะนำหุ้นธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกรุงไทย (KTB) บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท บ้านปู (BANPU) และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)

ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน