posttoday
โภคภัณฑ์และหุ้น อานิสงส์หยวนแข็งค่า

โภคภัณฑ์และหุ้น อานิสงส์หยวนแข็งค่า

22 มิถุนายน 2553

.....จิตรา อมรธรรม

 

เมื่อวันเสาร์ที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีนประกาศเพิ่มความยืดหยุ่นของค่าเงินหยวน โดยระบุว่าจะปรับอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยยังใช้กรอบการเคลื่อนไหวขึ้นลงได้วันละไม่เกิน 0.5% จากค่ากลางที่ธนาคารกลางกำหนดตามเดิม เพื่อลดแรงกดดันจากนานาชาติก่อนที่จะมีการประชุม จี20 ที่โตรอนโต ในวันเสาร์อาทิตย์ (2627 มิ.ย.) ทั้งนี้จีนได้ผูกติดค่าเงินหยวนไว้กับเงินเหรียญสหรัฐที่ 6.83 หยวนต่อ 1 เหรียญสหรัฐ (บวก/ลบ 0.5% ต่อวัน) มาตั้งแต่เดือน ก.ค. 2551 แต่หลายฝ่ายเห็นว่าเงินหยวนต่ำค่ากว่าความเป็นจริง 2030% หมายความว่าเงินหยวนควรจะอยู่ที่ 4.85.5 หยวนต่อ 1 เหรียญสหรัฐ ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปี ในปีนี้ค่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นมาแล้ว 3.8% คำนวณตามน้ำหนักการค้ากับจีน (TradeWeighted Basis) จากการส่งออกที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง (5 เดือนแรกเพิ่มขึ้น 33% จากงวดเดียวกันปีก่อน) นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักคาดว่าหยวนน่าจะแข็งค่าได้อีก 12% ในช่วงที่เหลือของปี หากตั้งสมมติฐานให้เงินหยวนแข็งค่าปีละประมาณ 6% คงใช้เวลาอีกประมาณ 3 ปี ค่าเงินหยวนจึงจะเข้าสู่จุดสมดุลกับค่าเงินในภูมิภาคและเงินเหรียญสหรัฐ แม้ต้องรอนานแต่เป็นสัญญาณที่ดีว่าเงินหยวนจะมีการปรับค่าตามความเป็นจริงมากขึ้นนับจากนี้

จากประสบการณ์ในอดีตสมัยที่ทางการจีนประกาศปรับค่าเงินหยวนให้แข็งค่าขึ้น 2.1% เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2548 ส่งผลให้ค่าเงินในภูมิภาคในปีดังกล่าวแข็งค่าขึ้นเฉลี่ย 2.7% ส่วนเงินบาทแข็งค่าขึ้นเพียง 0.8% ผลกระทบในระยะสั้น จึงเป็นการดึงดูดเงินร้อนเข้ามาในภูมิภาคเอเชียเพื่อเก็งกำไรค่าเงินและเป็นบวกกับตลาดหุ้น โดยตลาดหุ้นไทยปรับขึ้น 4% ภายใน 1 สัปดาห์หลังจากคำประกาศของจีน และปรับขึ้นรวม 9.4% จนถึงสิ้นปี 2548 ใกล้เคียงกับตลาดหุ้นในเอเชียที่ปรับขึ้นเฉลี่ย 9.2% (แน่นอนย่อมมีปัจจัยอื่นมากระทบด้วย)

สำหรับเศรษฐกิจจีน เมื่อเงินหยวนแข็งค่าขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก (โดยเฉพาะที่ไปสหรัฐ) แต่เป็นผลดีกับผู้นำเข้าและการบริโภคในประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นโอกาสดีที่จีนจะปรับสมดุลเศรษฐกิจจากที่พึ่งพาการส่งออกประมาณ 4048% ของ GDP ให้หันมาพึ่งพาการบริโภคในประเทศ (มีสัดส่วน 37% ของ GDP) แทน

สำหรับผลกระทบในระยะยาว ดิฉันมองเป็นบวกเพราะ 1) ช่วยลดความไม่สมดุลของระบบเศรษฐกิจโลก 2) เป็นผลดีต่อภาคการส่งออกของสหรัฐ ช่วยลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐได้บ้าง (สหรัฐต้องช่วยตัวเองด้วยการไม่บริโภคเกินตัวด้วย) 3) เป็นโอกาสดีของประเทศที่ผลิตสินค้าที่แข่งขันกับจีนโดยตรง 4) ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น เพราะจีนซึ่งเป็นผู้บริโภครายใหญ่ในสินค้าโภคภัณฑ์หลายอย่าง (น้ำมัน ถ่านหิน เหล็ก ทองแดง อะลูมิเนียม) จะรู้สึกว่านำเข้าได้ในราคาที่ถูกลง ทั้งนี้ในปี 2548 ดัชนี CRB Index ที่วัดราคาสินค้าโภคภัณฑ์ 19 ชนิด ปรับสูงขึ้น 10% ในระยะ 6 เดือน (21 ก.ค. 2548 ถึงสิ้นปี 2548) โดยราคาน้ำมันปรับขึ้น 11% ทองแดงปรับขึ้น 29%

จีนเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย มีสัดส่วน 11% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ผู้ส่งออกของไทยจึงได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินหยวน หุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางบวก ได้แก่ กลุ่มน้ำมัน ถ่านหิน ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี เหล็ก ทองแดง ยาง ยางมะตอย รวมถึงเรือ และยังเป็นผลดีในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากจีน หุ้นดังกล่าวได้แก่ BANPU, IVL, MINT, PTT, PTTCH, PTTAR, IRPC, PDI, STA, TASCO, TVO และ RCL ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางลบ ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่ต้องใช้วัตถุดิบ (ทองแดง) แพงขึ้น และในช่วงแรกยังไม่สามารถปรับราคาขายกับลูกค้าได้ทัน รวมทั้งจีนอาจลดการซื้อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สั่งเข้าไปประกอบในจีนเพื่อส่งออกต่อไปประเทศอื่น

อย่างไรก็ตาม มีได้ก็มีเสีย ปัญหาเงินเฟ้อจะตามมา เพราะราคาโภคภัณฑ์ที่ปรับสูงขึ้น ดอกเบี้ยนโยบายอาจขึ้นเร็วกว่าคาด สำหรับจีน การปรับขึ้นดอกเบี้ยและการเพิ่มเพดานกันสำรองเงินฝาก (RRR) อาจเป็นมาตรการที่ตามมา จะเห็นว่าความเสี่ยงในระยะกลางยังมีอยู่ สำหรับนักลงทุนที่มีหุ้นอยู่แล้ว น่าถือลุ้นไปขายที่ 820 จุด และรอรับใหม่รอบหน้าค่ะ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน