
อสังหาฯซบวินเทจฯหันลุยพลังงาน
วินเทจ วิศวกรรม ลงทุน 2,000 ล้านบาท ลุยแตกขาธุรกิจพลังงาน หลังอสังหาฯ ซบ ดันรายได้ 1,000 ล้านบาท
วินเทจ วิศวกรรม ลงทุน 2,000 ล้านบาท ลุยแตกขาธุรกิจพลังงาน หลังอสังหาฯ ซบ ดันรายได้ 1,000 ล้านบาท
นายโสรัจ โรจนเบญจกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วินเทจ วิศวกรรม ผู้ดำเนินธุรกิจวางระบบวิศวกรรมโครงการอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า บริษัทได้เตรียมงบลงทุน 2,000 ล้านบาท สำหรับการแตกธุรกิจพลังงานทางเลือก ซึ่งวางให้เป็นธุรกิจหลักทดแทนรายได้จากธุรกิจวางระบบวิศวกรรมในอสังหาฯเนื่องจากอสังหาฯ เริ่มชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้การสร้างโครงการต่างๆ ชะลอตัวลง
ทั้งนี้ ล่าสุดบริษัทอยู่ระหว่างเจรจาขอสัมปทานขุดเจาะเหมืองถ่านหิน 7 เหมือง ที่อินโดนีเซีย บรรลุผลเจรจาแล้ว 2 เหมือง เนื่องจากเป็นธุรกิจที่กำลังอยู่ในช่วงขาลง ทำให้บริษัทได้ราคาที่ถูก จากก่อนหน้านี้เข้าไปถือหุ้นสัดส่วน 25% หรืองบลงทุน 600 ล้านบาท ในบริษัท เอสเอ็มไอ ผู้ประกอบการเหมืองถ่านหิน 4 เหมือง ส่งผลให้บริษัทมีเหมืองแร่ทั้งหมด 6 เหมือง และกำลังเจรจาซื้อหุ้นโรงงานไฟฟ้าชีวมวล แสงอาทิตย์ในไทย 1 โครงการ
ก่อนหน้านี้ บริษัทยังใช้งบ 660 ล้านบาท ซื้อหุ้นสัดส่วน 12% ในบริษัท พลังงานเพื่อโลกสีเขียว (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นเจ้าของไลเซนส์พัฒนาโครงการโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท ที่พม่า มีกำลังผลิตกระแสไฟฟ้า 220 เมกะวัตต์ ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 30 เดือน เริ่มก่อสร้างเฟสแรกเดือน ก.ค. กำลังผลิต 50 เมกะวัตต์ คาดแล้วเสร็จกลางปีหน้า
สำหรับโรงงานไฟฟ้าในพม่ายังมีศักยภาพเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากปัจจุบันกำลังผลิตไฟฟ้ามีเพียง 4,500 เมกะวัตต์ เมื่อเทียบกับไทยกำลังผลิต 3.5 หมื่นเมกะวัตต์ ซึ่งไม่เพียงพอต่อการใช้งานของคนพม่า ปัจจุบันระบบไฟฟ้าเข้าถึงครัวเรือนเพียง 25-33% อีกทั้งไฟฟ้าที่ผลิตได้มาจากการสร้างเขื่อนและก๊าซธรรมชาติ บริษัทจึงตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจอย่างเต็มตัว
“ธุรกิจวางระบบวิศวกรรมในกลุ่มอสังหาฯ มีการแข่งขันรุนแรง แต่ธุรกิจพลังงานทางเลือกยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก” นายโสรัจ กล่าว
ด้านธุรกิจวางระบบวิศวกรรมอสังหาฯนั้น อยู่ระหว่างการวางระบบ 4 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นคอนโดมิเนียมของเอพี พฤกษา และเอสซี แอสเสท เนื่องจากเป็นตลาดที่เติบโตตามโครงการรถไฟฟ้า และกำลังเจรจาอีก 2 โครงการ คาดว่าสิ้นปีรายได้รวมของบริษัทจะแตะ 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้กลุ่มธุรกิจวิศวกรรม 500 ล้านบาท สัดส่วน 40% ส่วนปีหน้าสัดส่วนเหลือเพียง 20% เท่านั้น
ขณะที่ธุรกิจพลังงานจะสร้างรายได้ทะลุ 500 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 60% และปีหน้าสัดส่วนรายได้เพิ่มเป็น 80% ซึ่งจะกลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หลักให้กับบริษัท จากปีที่ผ่านมารายได้ของบริษัทเพียง 500 ล้านบาท มาจากงานวิศวกรรม และรายได้จากธุรกิจเหมืองถ่านหิน 10 ล้านบาท







