posttoday
เงินบาทยังปึ้ก สภาพคล่องยังสูง

เงินบาทยังปึ้ก สภาพคล่องยังสูง

21 มิถุนายน 2553

....ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ในสัปดาห์นี้ (2125 มิ.ย. 2553) ธนาคารพาณิชย์คงจะมีการทยอยเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือน ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นคงจะปรับตัวใกล้ระดับ 1.25% เช่นเดิม ภายใต้ภาวะสภาพคล่องในตลาดเงินที่น่าจะไม่เปลี่ยนแปลงมาก

นอกจากนี้ ตลาดคงจะจับตาผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 2223 มิ.ย.นี้ ซึ่งจะสะท้อนถึงมุมมองของเฟดที่มีต่อสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐ ขณะที่คาดว่าเฟดน่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่กรอบเดิม

ส่วนเงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวในกรอบประมาณ 32.3032.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ สัญญาณการเข้าดูแลเสถียรภาพค่าเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และทิศทางของสกุลเงิน/ตลาดหุ้นในภูมิภาค ขณะที่ทิศทางของเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐอาจยังคงขึ้นอยู่กับผลการประชุมเฟด (2223 มิ.ย.) ประเด็นเกี่ยวกับวิกฤตหนี้ในยุโรป รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ อาทิ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน ยอดขายบ้านใหม่บ้านมือสองเดือน พ.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มิ.ย. รายงานโดยรอยเตอร์ส/มหาวิทยาลัยมิชิแกน ตัวเลขจีดีพีประจำไตรมาส 1/2553 (ครั้งสุดท้าย) และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

การเคลื่อนไหวของเงินเยนและเงินยูโร

เงินเยนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ เงินเยนปรับตัวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นเกือบตลอดสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนสำคัญจากแรงขายเงินเหรียญสหรัฐ เพื่อปรับสมดุลโพสิชันของนักลงทุน รวมถึงแรงซื้อเงินเยนของผู้ส่งออกญี่ปุ่น ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ ที่รายงานในระหว่างสัปดาห์บางส่วนออกมาอ่อนแอกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ อาทิ การร่วงลงของดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยและดัชนีกิจกรรมทางธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือน มิ.ย. การดิ่งลงมากเกินคาดของการเริ่มสร้างบ้านและดัชนีราคาผู้บริโภคในเดือน พ.ค. รวมถึงการปรับขึ้นของจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ซึ่งตอกย้ำแนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เปราะบางของสหรัฐ และทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า เฟดอาจต้องยืนอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำต่อไปอีกระยะหนึ่ง สำหรับในวันศุกร์ เงินเยนแข็งค่ามาที่ระดับประมาณ 90.67 (ตลาดยุโรป) เทียบกับระดับ 91.64 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (11 มิ.ย.) อนึ่ง แผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของรัฐบาลญี่ปุ่น ระบุว่า นโยบายการเงินการคลังในการยุติภาวะเงินฝืดน่าที่จะช่วยสกัดกั้นการแข็งค่ามากเกินไปของเงินเยน อย่างไรก็ดี ตลาดไม่ได้มีการตอบรับมากนักต่อถ้อยแถลงดังกล่าว

เงินยูโรแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์เมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ เงินยูโรแข็งค่าขึ้นเกือบตลอดสัปดาห์ แม้ว่าข่าวการปรับลดอันดับเครดิตของกรีซลงสู่ระดับ “Junk” โดยมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส จะทำให้เงินยูโรลดช่วงบวกลงบางส่วนในช่วงต้นสัปดาห์ก็ตาม

ทั้งนี้ เงินยูโรได้รับแรงหนุนจากข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรมของยูโรโซนที่แข็งแกร่งเกินคาด รวมถึงแรงซื้อคืนเงินยูโรของนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ผลการประมูลพันธบัตรของรัฐบาลสเปน และรัฐบาลของประเทศอื่นๆ ในยุโรป ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน ซึ่งก็บรรเทาความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการระดมทุนลงบางส่วน

นอกจากนี้ เงินเหรียญสหรัฐยังมีปัจจัยลบเพิ่มเติมจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ (อาทิ ดัชนีกิจกรรมทางธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย เดือน มิ.ย. ดัชนีราคาผู้บริโภคในเดือน พ.ค. และการปรับขึ้นของจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์) ที่อ่อนแอกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ สำหรับในวันศุกร์ เงินยูโรทรงตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 1.2369 (ตลาดยุโรป) หลังแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ที่ 1.2417 เทียบกับระดับ 1.2110 เหรียญสหรัฐต่อยูโร ในวันศุกร์ก่อนหน้า (11 มิ.ย.) โดยนักลงทุนยังคงจับตาประเด็นวิกฤตหนี้ในยุโรปและการรายงานผลการทดสอบภาวะวิกฤตของธนาคารสเปนต่อไป

ภาวะตลาดทุน

q ตลาดหุ้นไทย “ดัชนี SET ปิดสูงสุดในรอบเกือบ 7 สัปดาห์”

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 791.85 จุด ปรับขึ้น 2.90% จาก 769.55 จุด ในสัปดาห์ก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 7.80% จากสิ้นปี 2552 ขณะที่มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสัปดาห์เพิ่มขึ้น 43.76% จาก 86,009.56 ล้านบาท ในสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ 123,646.48 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่เพิ่มขึ้นจาก 17,201.91 ล้านบาทในสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 24,729.30 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนสถาบัน และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิที่ 2,198.44 ล้านบาท 1,422.75 ล้านบาท และ 563.23 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่นักลงทุนรายย่อย ขายสุทธิที่ 4,184.43 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 230.82 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.33% จาก 223.39 จุด ในสัปดาห์ก่อนหน้า และพุ่งขึ้น 7.21% จากสิ้นปีก่อน

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวผันผวน โดยมีแรงซื้อสลับกับแรงขายทำกำไรหลังจากที่ดัชนีปรับตัวขึ้น โดยดัชนีหุ้นไทยปิดบวกในวันจันทร์ ตามตลาดหุ้นภูมิภาคที่ส่วนใหญ่ปรับขึ้น ขณะที่นักลงทุนเข้ามาซื้อหุ้นพลังงานและธนาคารอย่างคึกคัก ซึ่งช่วยหนุนให้ดัชนีปิดสูงสุดในรอบกว่า 1 เดือน จากนั้น ดัชนีขยับลดลงเล็กน้อยในวันอังคาร โดยมีแรงเทขายหุ้นในกลุ่มพลังงานและธนาคารออกมาถ่วงตลาด นอกจากนี้ การที่มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของกรีซ เป็นอีกปัจจัยลบที่กระตุ้นให้มีแรงขายหุ้นด้วย อย่างไรก็ตาม ดัชนีปรับตัวขึ้นอีกในวันถัดมา โดยมีแรงซื้อหุ้นพลังงานเข้ามาหนาแน่นจากแรงเก็งกำไรต่อประเด็นปัญหามาบตาพุดที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น รวมถึงแรงซื้อหุ้นธนาคารอย่างโดดเด่น ช่วยหนุนให้ดัชนีปิดสูงสุดในรอบเกือบ 6 สัปดาห์ ส่วนในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ตลาดแกว่งตัวผันผวนก่อนจะปิดบวกขึ้นได้ติดต่อกัน โดยมีแรงซื้อหุ้นในกลุ่มธนาคารและอสังหาริมทรัพย์หนุนตลาด

สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์นี้ (2125 มิ.ย. 2553) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยและบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยอาจมีโมเมนตัมเชิงบวกจากสภาพคล่องในตลาดการเงินที่ยังมีระดับสูง แต่ก็อาจจะปรับตัวผันผวนตามปัจจัยชี้นำจากตลาดต่างประเทศเป็นหลัก โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ แถลงการณ์หลังการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ วันที่ 2223 มิ.ย. ความคืบหน้าประเด็นวิกฤตหนี้ยุโรป การดำเนินมาตรการของทางการจีนและชาติเอเชีย ทิศทางของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นต่างประเทศ ตลอดจนการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 780 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 798 และ 807 จุด ตามลำดับ

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน