
มอร์เก้นปักธงแฟรนไชส์ เสิร์ฟเมนูตะวันตกเพื่อนบ้าน
“ผมเติบโตจากครอบครัวที่ทำธุรกิจ ‘สยามสเต็ก’ ซึ่งเป็นร้านสเต๊กขนาดเล็กที่เปิดสาขาในมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
โดย...พีรดา ปราศรีวงค์
“ผมเติบโตจากครอบครัวที่ทำธุรกิจ ‘สยามสเต็ก’ ซึ่งเป็นร้านสเต๊กขนาดเล็กที่เปิดสาขาในมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จึงได้เรียนรู้การบริหารจัดการทุกขั้นตอนมาตั้งแต่ยังเด็ก” คำบอกเล่าเผยถึงที่มาของการก้าวเข้าสู่วงการร้านอาหารของ สุภัค หมื่นนิกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีซี่ส์ อินเตอร์เนชั่นแนล แฟรนไชส์ ผู้บริหารร้านอาหาร มอร์เก้น เรสเทอรองส์ แอนด์ คาเฟ่ และร้านอีซี่ส์ คิทเช่น ร้านอาหารแบรนด์ไทยที่ลั่นกลองรบเตรียมขยายสาขาร้านอาหารมอร์เก้นให้ครอบคลุมตลาดประเทศสมาชิกอาเซียน (เออีซี)
สุภัค เล่าว่า เข้ามาต่อยอดธุรกิจร้านอาหารของครอบครัวแบบเต็มตัวเมื่อปี 2537 ทำให้เห็นว่าร้านอาหารส่วนใหญ่ใช้ระบบการบริหารจัดการแบบเถ้าแก่ มากกว่าการจัดการที่มีระบบ ซึ่งเป็นจุดอ่อนในการขยายธุรกิจให้เติบโตในระดับสากลได้ จึงเริ่มปรับและวางแผนธุรกิจอย่างมีเป้าหมาย
ในช่วงแรกที่เข้ามา มองตลาดว่าอะไรเป็นจุดอ่อนจุดแข็งของธุรกิจที่บริหารงานแบบระบบเถ้าแก่ สินค้าที่จำหน่ายควรมีอะไร และแนวทางการขยายสาขา จึงปรับปรุงร้านรูปแบบสยามสเต็กมาอย่างต่อเนื่อง จนปี 2550 ได้เปิด อีซี่ส์ คิทเช่น จำหน่ายเมนูข้าว ไส้กรอก ในสไตล์อาหารฟาสต์ฟู้ด มีสาขาในห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ ซึ่งต่อมาได้มีการบริหารแบบธุรกิจแฟรนไชส์ด้วย
สุภัค ชี้ว่า สำหรับการบริหารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ การมองหาโอกาสทางการตลาดเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ ซึ่งการเปิดเสรีอาเซียนสิ้นปีนี้จะเป็นอีกช่องทางในการขยายแบรนด์ออกสู่ตลาดต่างประเทศ จากช่องทางดังกล่าวทำให้ตัดสินใจเปิดตัวร้านอาหารสไตล์ตะวันตกแบรนด์ใหม่ คือ มอร์เก้น เรสเทอรองส์ แอนด์ คาเฟ่ เมื่อปี 2554 เน้นความเป็นสากลมากขึ้น ตั้งแต่การออกแบบแบรนด์ที่ดึงมืออาชีพชาวออสเตรเลีย ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมที่ร่วมออกแบรนด์สตาร์บัคส์ มาช่วยออกแบบโลโก้ให้กับมอร์เก้น
หัวใจสำคัญอีกอย่าง คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบร้านใหม่ทั้งหมด อุปกรณ์ร้านที่มีคุณภาพมาตรฐานเทียบเท่ากับครัวในโรงแรม การสร้างทีมขายและบริการแฟรนไชส์ เพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียน ซึ่งบริษัทมีแผนขยายธุรกิจในรูปแบบมาสเตอร์แฟรนไชส์ให้ครอบคลุมประเทศสมาชิกอาเซียน นำร่องในกลุ่มซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา ลาว เวียดนาม และพม่า เนื่ิองจากเป็นประเทศที่มีแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจสูง เป็นประเทศที่มีความสดใหม่ในด้านการลงทุน หากสามารถนำแบรนด์ไปตีตลาดในช่วงแรกได้ จะช่วยเสริมสร้างแบรนด์ให้มีความแข็งแกร่งระยะยาว
“ตลาดลาวเป็นประเทศแรกๆ ที่คนไทยส่วนใหญ่นิยมไปทดลองเปิดตลาด เพราะความใกล้เคียงกันทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม ซึ่งมอร์เก้นก็เริ่มขยายแบรนด์ผ่านมาสเตอร์แฟรนไชส์ที่ประเทศลาวเป็นแห่งแรกเมื่อปลายปีที่ผ่านมา” สุภัค กล่าว
สำหรับแนวทางขยายธุรกิจในตลาดอาเซียน จะเน้นการหามาสเตอร์แฟรนไชส์ การเจรจาธุรกิจแฟรนไชส์รายหนึ่งควรมีงบลงทุนอย่างน้อย 5-6 สาขา/มาสเตอร์แฟรนไชส์ เพื่อให้สะดวกต่อการขนส่งวัตถุดิบ การบริหารจัดการ การทำตลาด การควบคุมมาตรฐานต่างๆ การเข้าใจถึงธุรกิจร่วมกันอย่างถ่องแท้ มากกว่าการเลือกที่จะขยายอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งที่ปริมาณ จนสร้างปัญหาตามมา ซึ่งสุดท้ายจะกระทบต่อภาพลักษณ์แบรนด์ได้
สุภัค เล่าว่า ปีนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่เวียดนาม พม่า เพื่อทยอยเปิดสาขาตลอดปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะเปิดได้ประเทศละ 2-3 สาขา ขณะที่ประเทศลาวจะเปิดเพิ่มอีก 1 สาขาที่เวียงจันทน์ โดยแต่ละสาขาจะใช้งบประมาณลงทุนเฉลี่ย 10-15 ล้านบาท ขนาดเริ่มต้นที่ 100 ตารางเมตร ซึ่งรูปแบบขนาดร้านสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามเนื้อที่ที่แฟรนไชส์มี
ทั้งนี้ หากสามารถสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งในประเทศกลุ่มนำร่องเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน ก็จะขยายธุรกิจต่อไปในประเทศที่มีธุรกิจร้านอาหารแข็งแกร่ง เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ในลำดับต่อไป
ขณะที่เป้าหมายสูงสุดของแบรนด์มอร์เก้น คือ นำแบรนด์นี้ไปปักธงธุรกิจที่เยอรมนีภายในปี 2568 เพื่อโชว์ศักยภาพคนไทย และตอกย้ำให้ชาวต่างชาติเห็นว่าไส้กรอกที่มีรสชาติอร่อยไม่จำเป็นที่ต้องมาจากประเทศเยอรมนี
“ผมต้องการจะนำร้านอาหารที่ดีออกไปสู่ตลาดโลก ครั้งหนึ่งผมเคยรับประทานต้มยำกุ้งที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยลิ้มรสมาในชีวิต แต่ร้านอยู่ไกลถึงสหรัฐ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจว่า วันหนึ่งผมจะนำไส้กรอกแบรนด์ไทยไปเติบโตที่เยอรมนี ประเทศที่ขึ้นชื่อว่าไส้กรอกอร่อยที่สุดในโลก” สุภัค กล่าว







