
ไล่หุ้น-ทิ้งบอนด์สั้น
ดอกเบี้ยลดเซอร์ไพรส์หุ้น หนุนดัชนีทะยาน คาดดีแค่ช่วงสั้น ด้านตลาดตราสารหนี้ต่างชาติขายทำกำไรทันทีบอนด์อายุสั้น
ดอกเบี้ยลดเซอร์ไพรส์หุ้น หนุนดัชนีทะยาน คาดดีแค่ช่วงสั้น ด้านตลาดตราสารหนี้ต่างชาติขายทำกำไรทันทีบอนด์อายุสั้น
ภายหลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.75% ซึ่งผิดไปจากผลสำรวจในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมาว่า กนง.จะคงดอกเบี้ยดังนั้นการลดดอกเบี้ยลงครั้งนี้เป็นการเซอร์ไพรส์ตลาดหุ้นส่งผลให้ดัชนีหุ้นทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงบ่ายจนกระทั่งดัชนีขึ้นมาปิดที่ 1,543.84 จุดเพิ่มขึ้น 12.80 จุด มูลค่าการซื้อขาย 53,833.37 ล้านบาท
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส (ASP) เปิดเผยว่า การประกาศลดดอกเบี้ยของ กนง.ถือว่าเป็นการเซอร์ไพรส์ตลาดเพราะหากดูผลสำรวจช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา ส่วนใหญ่คาดว่าจะคงดอกเบี้ย ซึ่งดอกเบี้ยที่ลดลงส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นทันทีในช่วงบ่าย
อย่างไรก็ตาม คาดว่าตลาดจะยังคงไม่ปรับขึ้นรุนแรงนัก เพราะตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะที่แพง โดยซื้อขายที่พี/อี ที่ระดับ 18-19 เท่า จึงประเมินว่าดัชนีมีแนวต้านที่ 1,550 จุด และแนวรับที่ 1,530 จุด
ทั้งนี้ ดอกเบี้ยที่ลดลงจะส่งผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มเช่าซื้อ ซึ่งหุ้นที่แนะนำคือบริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง (ASK) และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์แนะนำบริษัท ศุภาลัย (SPALI) บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) เป็นต้น
“จากการศึกษาของฝ่ายวิจัย พบว่า หากอัตราดอกเบี้ยในระบบลดลงทุก 0.25% จะบวกต่อกำไรกลุ่มเช่าซื้อในปีนี้ราว 0.78% โดย ASK รับผลบวกสูงสุดในกลุ่ม”
ขณะที่บทวิเคราะห์ บล.โนมูระ พัฒนสิน (CNS) ระบุว่า การที่ กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25% ถือเป็นจิตวิทยาเชิงบวกในการกระตุ้นตลาดและจะหนุนดัชนีในช่วงถัดไปฟื้นตัวสู้ต้าน 1,587-1,600 จุด โดยจะนำโดยหุ้นปันผลสูง เช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บริษัท อินทัช คอร์ปอเรชั่น (INTUCH) และธนาคารกรุงไทย (KTB) และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ผสมกับหุ้นบริษัท ช.การช่าง (CK) บริษัท แสนสิริ (SIRI) บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) SPALI ASK MFEC
ในภาวะเช่นนี้แนะนำให้ลงทุนในหุ้นในสัดส่วน 80% ทองคํา 5% ตลาดบอนด์ 10% และเงินสด 5%
น.ส.ธิดา แก้วบุตตา กรรมการ บริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 (SAWAD) กล่าวว่า ดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงจะเป็นโอกาสที่ดีให้กับบริษัท หากธนาคารพาณิชย์ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงก็จะทำให้ต้นทุนการเงินของบริษัทลดลง เพราะเงินกู้ของบริษัททั้งหมด 4,000 ล้านบาท ประมาณ 50% เป็นเงินที่กู้มาจากธนาคารพาณิชย์ในอัตราดอกเบี้ยลอยตัว โดยปีที่ผ่านมาต้นทุนการเงินของบริษัทอยู่ที่ 4.6% และถ้าดอกเบี้ยเงินกู้ลงจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นมากขึ้นจากปกติอยู่ที่ 25% เพราะปล่อยกู้ลูกค้าดอกเบี้ยคงที่
น.ส.อริยา ติระณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยของ กนง.นั้นในส่วนของตลาดตราสารหนี้ไม่ถือว่าผิดไปจากที่ตลาดได้คาดการณ์ไว้ เพราะก่อนหน้านี้ในช่วงปลายเดือน ก.พ.ถึงต้นเดือน มี.ค. ได้มีเงินทุนไหลเข้ามาจากนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาซื้อตราสารหนี้ในอายุที่ต่ำกว่า 5 ปี ประมาณ 1.58 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการไหลเข้ามาเพื่อรอและเก็งการประชุมของ กนง.
ทั้งนี้ ภายหลังผลการประชุม กนง.ออกมาในช่วงบ่ายก็เห็นแรงขายเกิดขึ้นทันที เพื่อทำกำไรในพันธบัตรที่มีอายุน้อยกว่า 3 ปี ซึ่งมีมูลค่าการขายกว่า 3,300 ล้านบาท แต่มีแรงซื้อพันธบัตรอายุ 10 ปี จึงทำให้ยอดขายสุทธิทั้งวันของนักลงทุนต่างชาติอยู่ที่ 1,500 ล้านบาท
ทั้งนี้ ผลของดอกเบี้ยที่ลดลง 0.25% ได้ส่งให้เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 5 ปี ลดลงจาก 2.6% เหลือ 2.48% หรือปรับลดลง 0.12% ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปี ลดลงไม่มากจาก 2.79% เหลือ 2.7%
นอกจากนี้ ดอกเบี้ยที่ลดลงจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การออกหุ้นกู้ของภาคเอกชนในปีนี้น่าจะคึกคักมากขึ้นด้วยและจะเป็นปีที่ดี เพราะจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของผู้ออกลดลง แต่จะมากน้อยแค่ไหนก็จะขึ้นอยู่กับอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออก ซึ่งสมาคมประเมินว่าปีนี้หุ้นกู้ของเอกชนน่าจะอยู่ที่ 5.2-5.5 แสนล้านบาท แต่จะไม่ส่งผลดีต่อผู้ลงทุนเพราะผลตอบแทนลดลง
ด้านบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว ที่ “A(tha)” สำหรับหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิและไม่มีประกันของบริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) เนื่องจากบริษัทได้เพิ่มมูลค่าการเสนอขายของหุ้นกู้ชุดดังกล่าวเป็นจำนวนเงินรวมไม่เกิน 2 หมื่นล้านบาท จากเดิมไม่เกิน 1.8 หมื่นล้านบาท แบ่งหุ้นกู้ออกเป็น 2 ชุด ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2560 และปี 2563 โดยเงินที่ได้รับจากการออกหุ้นกู้ดังกล่าวทั้งหมดจะนำไปชำระคืนเงินกู้ยืมจากธนาคาร







