
บลจ.ทิสโก้ออกกองทุนไชน่าทริกเกอร์15%
บลจ.ทิสโก้เปิดขายกองทุนทาร์เก็ตฟันด์ตั้งเป้าหมายผลตอบแทน 15% ชี้เศรษฐกิจจีนปีนี้ยังขยายตัวต่อเนื่องเด่นในเอเชีย
บลจ.ทิสโก้เปิดขายกองทุนทาร์เก็ตฟันด์ตั้งเป้าหมายผลตอบแทน 15% ชี้เศรษฐกิจจีนปีนี้ยังขยายตัวต่อเนื่องเด่นในเอเชีย
นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ เปิดเผยว่า บลจ.ทิสโก้เตรียมเปิดขาย “กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า ทริกเกอร์ 15%” (TISCO China Trigger 15% Fund) อายุโครงการประมาณ 1 ปี มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท โดยจะเสนอขายครั้งแรก (ไอพีโอ) ประมาณวันที่ 23 มิ.ย.– 2 ก.ค.2553 โดยขณะนี้ “กองทุนเปิด ทิสโก้ ไชน่า ทริกเกอร์ 15% อยู่ในระหว่างการพิจารณาคำขออนุมัติจัดตั้งและจัดการกองทุนรวมจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)
กองทุนดังกล่าวจะเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Lyxor ETF China Enterprise (HSCEI) (กองทุนหลัก) ซึ่งเป็นกองทุนรวมอีทีเอฟ (Exchange Traded Fund) ประเภทกองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ มีนโยบายการลงทุนในตราสารแห่งทุนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี Hang Seng China Enterprises
บริษัทจัดการสามารถจะเลิกโครงการก่อนครบกำหนดอายุ หากหน่วยลงทุนมีมูลค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 11.5000 บาท ณ วันทำการใดก่อนวันครบอายุโครงการ โดยกองทุนจะรับซื้อคืนหน่วยลงทุนโดยอัตโนมัติทั้งหมดในวันทำการที่ 5 นับตั้งแต่วันถัดจากวันที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว กองทุนนี้เหมาะสมสำหรับเงินลงทุนที่ต้องการลงทุนอย่างมีเป้าหมายผลตอบแทนจากการกระจายการลงทุนไปยังหลักทรัพย์ต่างประเทศ ทั้งนี้ ผู้ลงทุนควรมีความเข้าใจและสามารถยอมรับความเสี่ยงของการลงทุนในต่างประเทศได้
“เศรษฐกิจของประเทศจีนตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาถือว่ามีการขยายตัวที่โดดเด่นมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลจีนจะมีการออกมาตรการต่างๆ เพื่อชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ และป้องกันปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน โดยให้ธนาคารจีนเพิ่มอัตราสำรองของเงินกองทุนต่อสินเชื่อมากขึ้น ประกอบกับความกังวลใจว่ารัฐบาลจีนอาจจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ทำให้ราคาหุ้นของจีนปรับตัวลงมาตลอดสอดรับกับความกังวลใจดังกล่าว จนทำให้ในปัจจุบันราคาหุ้นของจีนโดยดูจากอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรหรือ PE นั้นต่ำเพียง9 -10 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PE ในอดีตอย่างมาก”นายธีรนาถกล่าว
นอกจากนี้การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและมีการคาดกันว่าจีนอาจจะจำเป็นต้องปล่อยให้ค่าเงินของตนลอยตัวขึ้นมาบ้าง ล้วนเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้นักลงทุนเริ่มกลับมาให้ความสนใจที่จะเข้าไปลงทุนในหุ้นของบริษัทจีนมากขึ้น ดังนั้นช่วงนี้จึงเป็นจังหวะเหมาะที่จะเข้าไปลงทุน โดยกองทุนที่เราเปิดขายในครั้งนี้ได้ตั้งเป้าหมาของผลตอบแทนไว้ที่ 15% จึงนับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชอบการลงทุนในต่างประเทศ







