
เศรษฐกิจตกสะเก็ด
ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) ในเดือน ก.พ. 2558 ที่เป็นตัวสะท้อนราคาลดลงมาเท่ากับ 106.15 ลดลง 0.52% เทียบกับ ก.พ. 2557
ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) ในเดือน ก.พ. 2558 ที่เป็นตัวสะท้อนราคาลดลงมาเท่ากับ 106.15 ลดลง 0.52% เทียบกับ ก.พ. 2557 ซึ่งเป็นการติดลบต่อเนื่อง 2 เดือน และติดลบสูงสุดรอบ 5 ปี 5 เดือน ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าตกใจ และเมื่อพิจารณาดัชนีราคาในช่วง 2 เดือน (ม.ค.-ก.พ.) ลดลง 0.47% ทำให้หลายคนวิตกว่าอาจเข้าข่ายภาวะฝืดเคือง
แม้แต่กระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อในช่วงไตรมาสแรก ปี 2558 จะลดลง 0.4% เป็นผลจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่ต่ำลง และรัฐบาลปรับลดค่ากระแสไฟฟ้าในช่วงเดือน ม.ค. มีมาตรการดูแลระดับราคาสินค้าให้ประชาชน แต่หลังจากไตรมาสแรกเงินเฟ้อจะเริ่มปรับตัวสูง โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายที่คาดว่าจะมีการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาขยับขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า แม้เงินเฟ้อจะติดลบติดต่อกัน 2 เดือน แต่ไม่ถึงขั้นเกิดภาวะเงินฝืด เพราะเงินฝืดจะต้องมาพร้อมกับเศรษฐกิจที่ซบเซามาก
ขณะที่เศรษฐกิจปัจจุบันยังเป็นเพียงไม่คึกคักเท่าที่ควร และเงินเฟ้อที่ลดมาจากราคาน้ำมันที่ลดลง ไม่ใช่เพราะอำนาจการใช้จ่ายหายไป
“ในอนาคตจะเกิดเงินฝืดหรือไม่นั้น มีโอกาสแต่ไม่มาก สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ เศรษฐกิจจะไม่คึกคักไปอีก 2-3 ไตรมาส เพราะเราตั้งงบขาดดุลไว้ไม่มากนัก และภาครัฐพยายามเบิกจ่ายงบตั้งแต่ไตรมาสแรกออกไปมากแล้ว ส่วนแนวทางแก้ไข เป็นเรื่องที่ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันสร้างบรรยากาศการลงทุน” สมชัย กล่าว
เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา คาดว่าเงินเฟ้อจะติดลบเทียบปีต่อปีไปอีกระยะหนึ่งในช่วงครึ่งแรกของปี เพราะราคาน้ำมันเริ่มลดลงตั้งแต่เดือน ส.ค. 2557 ทำให้ฐานดัชนีปีก่อนหน้าสูง แต่ยังไม่ถือว่าเกิดภาวะเงินฝืด เพราะเศรษฐกิจไทยยังเติบโตได้แม้จะเติบโตอย่างอ่อนแอ
สถานการณ์ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าไปได้นั้นจำกัดอย่างยิ่ง ล่าสุดสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) คาดว่าตัวเลขส่งออกไตรมาสแรกปีนี้ติดลบ 2% หลังส่งสัญญาณติดลบ 3.46% มาตั้งแต่เดือนแรก เนื่องจากตลาดยุโรป (อียู) ซึ่งเป็นตลาดหลักของไทย มีสัดส่วนการส่งออกอยู่ที่ 9% ของตลาดส่งออกทั้งหมด เผชิญกับค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินยูโร 4.40 บาท/ยูโร หรือ
แข็งค่าขึ้นประมาณ 20% ตอนนี้ผู้ส่งออกทุกคนขายของขาดทุนหมด
“รับประกันได้เลยว่าตอนนี้ผู้ส่งออกที่ขายของให้ยุโรปด้วยสกุลเงินยูโรขาดทุนหมดเฉลี่ยเดือนละ 6,000 ล้านบาท รวมออร์เดอร์ไตรมาสแรกก็ขาดทุนรวม 1,800 ล้านบาท ส่วนออร์เดอร์ใหม่ลูกค้าจะขอกำหนดราคาเท่าเดิม ส่วนที่ซื้อขายกันเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐลูกค้าก็ขอต่อรองราคาลง 10-15% จึงอยากส่งสัญญาณนี้ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ช่วยบริหารจัดการปัญหาค่าเงินในการส่งออกด้วย เพราะหากปล่อยไว้อาจทำให้ไทยเสียตลาดยุโรปไป และจะเรียกกลับมาลำบาก” วัลลภ วิตนากร รองประธาน สรท. กล่าว
ขณะที่ นพพร เทพสิทธา ประธาน สรท. กล่าวว่า หวังว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2/2558 เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวดีขึ้น แต่เชื่อว่าการส่งออกไทยจะโตได้ 1.2-1.5%
สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ของ ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ในวันที่ 3 มี.ค. จะหารือถึงภาวะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ โดยเฉพาะภาคการส่งออก
เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่แต่ละประเทศยังขยายตัวไม่ดีนัก รวมทั้งอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทของไทยยังแข็งค่า ซึ่งเป็นไปได้สูงที่ กกร.อาจปรับเป้าหมายตัวเลขการส่งออกของไทยลดลง จากเดิมขยายตัว 3.5%
ขณะที่การประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 มี.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอให้กู้เงิน 4 หมื่นล้านบาท เพื่อซ่อมสร้างถนนทั่วประเทศ เป็นการกู้เงินภายใต้ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ที่ให้กู้เงินต่างประเทศเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจได้ไม่เกิน 10% ของเงินงบประมาณรายจ่าย โดยกฎหมายได้เปิดช่องให้สามารถกู้ในประเทศได้ด้วย หากมีต้นทุนและความเสี่ยงต่ำกว่าการกู้นอกประเทศ







