
เบน เตชะอุบล กับภารกิจปั้นเมืองริมน้ำ
โดย...สุกัญญา สินถิิรศักดิ์
โดย...สุกัญญา สินถิิรศักดิ์
เป็นอีกหนึ่งผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงที่กำลังถูกจับตามอง “เบน เตชะอุบล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ ทายาทคนที่ 2 ของสดาวุธ เตชะอุบล เพราะนอกจากจะถูกวางตำแหน่งให้ดูแลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตระกูลเตชะอุบล ด้วยการนั่งเก้าอี้ซีอีโอคันทรี่ กรุ๊ป แล้ว ยังเป็นผู้ปลุกปั้นบิ๊กโปรเจกต์ “เจ้าพระยา เอสเตท” ซึ่งเป็นโครงการที่พักอาศัยหรูและโรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยามูลค่ากว่า 3.2 หมื่นล้านบาท โครงการดังกล่าวอยู่บนที่ดินกว่า 35 ไร่ที่มีหน้ากว้างริมแม่น้ำยาวถึง 350 เมตร ประกอบด้วย โฟร์ซีซั่นส์ ไพรเวท เรสซิเด้นซ์ กรุงเทพ ณ แม่น้ำเจ้าพระยา อาคารที่พักอาศัยหรูความสูง 73 ชั้น จำนวน 355 ยูนิต และโรงแรมระดับเวิลด์คลาส 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ และโรงแรมคาเพลลา แห่งแรกในกรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
นอกจากนี้ ที่ดินแปลงนี้ยังมีตำนานที่อาจเรียกได้ว่าเป็นซีรี่ส์ม้วนยาว เพราะเดิมเคยเป็นที่ตั้งของ “องค์การสะพานปลา” รัฐวิสาหกิจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เช่าจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งหลังจากที่คันทรี่ กรุ๊ป ได้สิทธิเช่าในที่ดินผืนนี้ต่อมีระยะเวลาเช่าช่วงแรก 25 ปี พร้อมกับสิทธิในการเลือกที่จะต่ออายุสัญญาเช่า 2 ครั้ง นับรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 75 ปี ก็ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฝ่าหลากอุปสรรคในการจัดการให้พื้นที่นี้สามารถพัฒนาโครงการได้ รวมถึง ขั้นตอนในการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และการขอใบอนุญาตก่อสร้าง
เบน เตชะอุบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนท์ กล่าวว่า บริษัทใช้เวลาประมาณ 5 ปีในการย้ายผู้อยู่อาศัยเดิม ควบคู่กับการพัฒนาและออกแบบโครงการ ซึ่งที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณถนนเจริญกรุงถือว่ามีศักยภาพมาก และไม่มีที่ดินเปล่าพร้อมพัฒนาที่ปล่อยขายในตลาดแล้ว จึงเป็นที่ดินที่สามารถพัฒนาโครงการได้หลายอย่าง ซึ่งก่อนหน้านี้คิดมาหลายเวอร์ชั่นมาก ทั้งที่จะมีพื้นที่เชิงพาณิชย์ในโครงการด้วย
แต่ท้ายที่สุด ก็มาลงตัวที่คอนโดมิเนียมที่ใช้แบรนด์โรงแรมโฟร์ซีซั่น โรงแรม 2 แห่ง คือ โฟร์ซีซั่น และโรงแรมคาเพลลา ซึ่ง คาเพลลา เป็นเชนโรงแรมที่พัฒนาโดย Horst Schulze หนึ่งในมือปั้นแบรนด์โรงแรมระดับโลกอย่างริทซ์ คาร์ลตันก่อนที่จะขายให้กับกลุ่มแมริออท และมาปั้นแบรนด์ใหม่ คือ คาเพลลา โดยมองว่าเป็นองค์ประกอบที่ลงตัว สอดคล้องกันทั้งภาพรวมของโครงการและทำเลที่ตั้ง
“ริมแม่น้ำเจ้าพระยาโซนถนนเจริญกรุง ไม่ได้มีโรงแรม 5 ดาวเกิดใหม่มาประมาณ 25-30 ปีแล้วนับจากที่มีโรงแรมแชงกรี-ลาเกิดขึ้น และนับจากนี้ไปอีก 10-20 ปีก็เชื่อว่าจะไม่มีคู่แข่ง เพราะไม่มีที่ิดินให้พัฒนาแล้ว” เบน กล่าว
ขณะที่คอนโดมิเนียมภายใต้แบรนด์โฟร์ซีซั่นที่เปิดราคาขายเฉลี่ยสูงถึง 3 แสนบาท/ตารางเมตร (ตร.ม.) ซึ่งถือว่าร้อนแรงมากสำหรับคอนโดมิเนียมบนที่ดินลิสต์โฮลด์ (สิทธิการเช่า) เบน กล่าวว่า ถ้าถามว่าราคานี้แพงไหม ก็ต้องตอบว่าลูกค้าไม่ได้พูดถึงเรื่องราคาเลย ขอแค่ยูนิตที่ถูกใจก็ตัดสินใจด้วยเหตุที่เป็นลักซ์ชัวรีไลฟ์สไตล์ และเป็นคอนโดมิเนียมริมแม่น้ำที่ออกแบบให้ใน 1 ห้องชุดเห็นวิวได้เกือบทุกทิศ ซึ่งหากที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินฟรีโฮลด์ ก็คงเป็นคอนโดมิเนียมที่แพงที่สุดในกรุงเทพฯ แน่นอน
สำหรับแนวคิดในการพัฒนาโครงการเจ้าพระยา เอสเตทที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเมืองริมน้ำขนาดย่อมๆ มาจากการที่เติบโตในเมืองนอก และมีโอกาสได้เห็นโมเดลในการพัฒนาเมืองริมแม่น้ำในต่างประเทศมาหลายแห่ง ซึ่งเมืองริมแม่น้ำทุกแห่งบนโลกล้วนประสบความสำเร็จ และได้รับความนิยมสูง เพียงแต่ในต่างประเทศ ผู้พัฒนาโครงการเมืองริมแม่น้ำนั้นๆ จะไม่ใช่เอกชนรายเดียว ซึ่งแม้ว่าโครงการนี้จะใช้เม็ดเงินลงทุนสูง แต่เชื่อว่าถ้าสร้างเสร็จแล้วทุกคนจะเห็นคุณค่า รวมถึง โครงการใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ระหว่างพัฒนาในปัจจุบัน เมื่อสร้างเสร็จทุกโครงการก็จะพลิกโฉมริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้เปลี่ยนไป
เบน ยังกล่าวอีกว่า การมีโอกาสได้ดูแลโครงการบิ๊กโปรเจกต์อย่างเจ้าพระยา เอสเตท ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมพัฒนาพื้นที่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยแม้ว่าโครงการนี้จะถูกจับตามองเป็นอันดับต้นๆ แต่ก็ไม่ได้กดดันมากแล้ว เพราะอยู่กับโครงการนี้มาหลายปีแล้ว ตั้งแต่เริ่มต้นคิดคอนเซ็ปต์ จะมีอะไรบ้าง เจรจากับพันธมิตร ทำงานร่วมกับพันธมิตรจนถึงตอนนี้ถือว่าทุกอย่างผ่านขั้นตอนเหล่านั้นไปแล้ว เข้าสู่ขั้นตอนของการก่อสร้างที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ของปี 2561
“หลายคนอาจจะมองว่าคนรุ่นใหม่มาจับโครงการขนาดใหญ่ขนาดนี้ มีความเสี่ยงหรือไม่ ซึ่งบอกเลยว่าผมเป็นคนคอนเซอร์เวทีฟ ทำโครงการใหญ่ไม่ได้แปลว่าไม่คอนเซอร์เวทีฟ เพราะยิ่งทำโครงการใหญ่ยิ่งต้องวางแผนอย่างระมัดระวัง ซึ่งจะเห็นว่าเรากระจายความเสี่ยง เราไม่ได้สร้างเพื่อขายทั้งหมด หรือไม่ได้สร้างเพื่อหวังรายได้ระยะยาวเพียงอย่างเดียว แต่สมดุลกันระหว่างคอนโดมิเนียมเพื่อขาย กับรายได้ระยะยาวจากโรงแรม” เบน ทิ้งท้าย
เป้าหมายนับจากนี้ของคันทรี่ กรุ๊ป จะไม่ใช่แค่บริษัทพัฒนาแค่ที่อยู่อาศัย แต่จะลงทุนในทุกอสังหาริมทรัพย์ที่มีโอกาสในการทำกำไรที่ดี โดยจะแบ่งเป็นการลงทุน 60% และการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ 40% อีกทั้ง ยังไม่ได้มองโอกาสแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมองการลงทุนในทุกประเทศที่มีโอกาสและศักยภาพในการทำกำไรด้วยเช่นกัน







