
หนุนรายย่อยจับคู่ธุรกิจญี่ปุ่น
ชี้ช่องลงทุน 3 อุตสาหกรรม บีโอไอเว้นภาษีจูงใจอาร์แอนด์ดี
ชี้ช่องลงทุน 3 อุตสาหกรรม บีโอไอเว้นภาษีจูงใจอาร์แอนด์ดี
ชี้ “ยานยนต์-อาหาร-อิเล็กทรอนิกส์” โอกาสรายย่อยไทยจับคู่ญี่ปุ่น บีโอไอรับลูกเว้นภาษีหนุนอาร์แอนด์ดี
นายดำรงค์ ทวีแสงสกุลไทย กรรมการและผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) ส.ส.ท. กล่าวในงานสัมมนา “พรีแพริง ไทยเอสเอ็มอี ทู สเตย์ คอมเพทิทิฟ อันเดอร์ เออีซี 2015 เอ็นไวรอน
เมนต์” จัดโดย ส.ส.ท.และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ว่าเป็นโอกาสของเอสเอ็มอีไทยจากนโยบายขยายการลงทุนในต่างประเทศของญี่ปุ่นผ่านการจับคู่ธุรกิจประเภทต่างๆ
ขณะที่ในช่วงที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการธุรกิจเกือบทุกจังหวัดในญี่ปุ่นสนใจเข้ามาขยายการลงทุนในไทยเป็นจำนวนมาก เห็นได้ชัดใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก คือ ยานยนต์ อาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น โดยทั้ง 3 กลุ่มคาดจะสร้างรายได้หมุนเวียนไม่ต่ำกว่าหลักแสนล้านบาท หากมีการจับคู่ธุรกิจร่วมกันในอนาคต
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมีความสนใจที่จะใช้ไทยเป็นฐาน (ฮับ) การร่วมทุนธุรกิจ เพื่อขยายการทำตลาดในภูมิภาคอาเซียนจากการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปีนี้ ที่จะเป็นโอกาสสำคัญของเอสเอ็มอีไทย แต่ขณะเดียวกันก็ยังพบว่า การขาดความรู้ ความเข้าใจในการสื่อสารทางธุรกิจ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ รวมถึงวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาอุปสรรคหลักต่อการเป็นพันธมิตรร่วมกัน
นางหิรัญญา สุจินัย ที่ปรึกษาด้านการลงทุน รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า บีโอไอได้กำหนด 6 ยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนใหม่เพื่อเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้แผน 7 ปี (พ.ศ. 2558-2563) โดยวางกรอบหลักเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเอสเอ็มอีไทยมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ทั้งกลุ่มธุรกิจและภาคบริการ
ทั้งนี้ เพื่อต้องการกระตุ้นให้เอสเอ็มอีเกิดความตื่นตัวในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์หรือบริการมากขึ้น ทั้งการเป็นผู้ลงทุนด้านเทคโนโลยีเอง หรือว่าจ้างจากภายนอก ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่าผู้ประกอบการธุรกิจรูปแบบปกติทั่วไป เช่น หากใช้งบลงทุนด้านอาร์แอนด์ดีสัดส่วน 1% ของยอดขายจะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นอีก1 ปี จากเดิมมีระยะเวลา 3 ปีหรือมีการลดเงื่อนไขด้านอื่นๆ ลงครึ่งหนึ่ง เป็นต้น
“บีโอไอกำหนดกลุ่มเป้าหมายธุรกิจไว้ 38 ประเภทกิจการ ที่จะเข้ามาขอรับสิทธิการส่งเสริมการลงทุน เช่น กลุ่มธุรกิจอาหาร วัตถุดิบอาหาร ชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ ที่มีแนวโน้มการขยายตัวสูง พร้อมกับให้การช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจที่สนใจจะขยายการลงทุนในต่างประเทศ โดยมีศูนย์ให้บริการด้านข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะในประเทศพม่า เวียดนาม และ อินโดนีเซีย” นางหิรัญญา กล่าว
น.ส.วิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า จากการเข้าสู่เออีซี มองว่าจะเป็นโอกาสสำหรับเอสเอ็มอีที่มีเครือข่ายหรือพันธมิตรธุรกิจที่เข้ามาร่วมกันขยายตลาด มากกว่าเป็นผู้ประกอบการธุรกิจรายเดี่ยว ที่ปัจจุบันเอสเอ็มอีไทยอาจยังขาดแนวคิดการดำเนินกิจการในระดับสากล (อินเตอร์เนชันนัลไลเซชั่น) รวมถึงการสรรหาบุคลากรเข้ามารองรับในกิจการเพิ่มขึ้น
สำหรับการเข้ามาขยายการลงทุนของนักธุรกิจญี่ปุ่นในไทย เป็นเรื่องดีต่อการใช้ไทยเป็นฮับในการทำธุรกิจระหว่างประเทศอาเซียน ขณะที่ผู้ประกอบการไทยอาจได้รับประโยชน์จากการเป็นผู้ว่าจ้างผลิต (เอาต์ซอร์สซิ่ง) จากญี่ปุ่นด้วย จากแนวโน้มดังกล่าวเอสเอ็มอีไทยจะต้องเริ่มปรับแนวคิดการทำธุรกิจที่มีความเป็นสากลเพิ่มขึ้น เพื่อให้ธุรกิจต่อยอดไปได้







