
เครือข่ายปฏิรูปพลังงานชงตั้งกรรมร่วมรัฐ-ประชาชน3ชุด
เครือข่ายปฏิรูปพลังงานออกแถลงการณ์แสดงจุดยืน ให้ตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐ-ประชาชน 3 ชุด เสนอข้อมูลให้นายกฯกำหนดนโยบาย
เครือข่ายปฏิรูปพลังงานออกแถลงการณ์แสดงจุดยืน ให้ตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐ-ประชาชน 3 ชุด เสนอข้อมูลให้นายกฯกำหนดนโยบาย
เมื่อวันที่ 25 ก.พ. นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ พร้อมด้วยเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ได้ออกแถลงการณ์เรื่องจุดยืนของประชาชนต่อกรณีการชะลอการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21ว่า หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ให้ชะลอการเปิดสัมปทานฯออกไปก่อนจนกว่าจะมีการแก้กฏหมายที่เกี่ยวข้องเสร็จนั้น ขอขอบคุณท่าทีของนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะนำมาซึ่งบรรยากาศที่จริงใจและความไว้วางใจเพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวทางเครือข่ายฯพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการปฏิรูปพลังงาน
นายปานเทพ กล่าวว่า กรณีการเจรจาระหว่างภาครัฐและประชาชน เสนอให้นายกรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและประชาชน 3 ชุด ได้แก่
1. คณะกรรมการร่วมภาครัฐและประชาชนว่าด้วยการจัดสรรทรัพยากรปิโตรเลียมแก่ประชาชน รวมถึงการปรับโครงสร้างราคาปิโตรเลียมใหม่ให้มีความเป็นธรรม
2.คณะกรรมการร่วมภาครัฐและประชาชน ว่าด้วยการแก้ไขกฏหมายและกฏระเบียบที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียม เช่น พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 พ.ร.บ.เงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ประมวลรัษฎากรและกฏหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องตลอดจน กฏกระทรวง ประกาศ คำสั่ง ที่เกี่ยวกัน
3. คณะกรรมการร่วมภาครัฐและประชาชน ว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรปิโตรเลียม ซึ่งรวมถึงแปลงสัมปทานเดิม ที่เอกชนส่งคืนกลับให้แก่รัฐ แปลงสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุ แปลงปิโตรเลียมข้างเคียงแปลงสัมปทานเดิม หรือแปลงสัมปทานปิโตรเลียมใหม่
ทั้งนี้คณะกรรมการดังกล่าวขอให้มีสัดส่วนภาครัฐและประชาชนในจำนวนที่เท่ากัน โดยไม่มีการลงมติใดๆ แต่ใช้วิธีการนำเสนอข้อมูลให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา เพื่อกำหนดเป็นนโยบาย ส่วนกรณี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เชิญบุคคลและนักวิชาการเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมฯ นั้นทางเครือข่ายฯขอขอบคุณในไมตรีดังกล่าว
อย่างไรก็ตามเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการตั้งคณะกรรมการร่วมกัน ทางเครือข่ายปฏิรูป จึงขอให้มีการยกเลิกจดหมายเชิญเข้าร่วมคณะกรรมการ และตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ตามที่ทางเครือข่ายปฏิรูปฯเสนอ
นอกจากนี้เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าหรือเสียเวลาต่อการหาแหล่งสำรองพลังงาน ในระยะยาว เสนอให้นายกฯตราพระราชกำหนดในการจ้างสำรวจปิโตรเลียมในแปลงปิโตรเลียมที่มีศักยภาพสูง ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับแปลงสัมปทานเดิม ซึ่งมีอยู่ 13 แปลง เพื่อให้มีการดำเนินการควบคู่กันไปในระหว่างที่รอการปฏิรูปกฏหมายและกฎระเบียบต่างๆ และเมื่อพบปริมาณปิโตรเลียมแล้วจึงค่อยมากำหนดอีกครั้งว่าจะใช้วิธีจ้างผลิตหรือแบ่งปันผลผลิต เพื่อให้ประโยชน์กับรัฐสูงสุด







