posttoday
4 ประเด็นฮอต ผู้บริโภคมือถือยุค3.9จี

4 ประเด็นฮอต ผู้บริโภคมือถือยุค3.9จี

18 มิถุนายน 2553

 

หลังจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) คิกออฟเรื่องใบอนุญาตให้บริการ (ไลเซนส์) 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ที่กำหนดให้พัฒนาเป็นเทคโนโลยี 3.9จี ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนจะถึงวันรับฟังความเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) วันที่ 25 มิ.ย.นี้ ทางสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) ได้จัดรับฟังความเห็น เรื่อง “มิติการคุ้มครองผู้บริโภคในยุค 3G and Beyond” เพื่อเป็นเวทีให้ผู้ใช้บริการได้เปิดมุมมองว่ามีความเห็นต่อเทคโนโลยี 3.9จี ที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างไร

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) แสดงความเห็นเรื่องราคาเริ่มต้นประมูลไลเซนส์ ที่ 1 หมื่นล้านบาทนั้นต่ำเกินไป เนื่องจาก กทช. อ้างอิงจากฐานการใช้งานเฉพาะเทคโนโลยี 3จี ทั่วโลก แต่ไม่ได้คำนวณจากต้นทุน 2.5จี ที่มีอยู่เดิมของผู้ให้บริการ และอายุสัมปทานที่เหลือ ซึ่งหากคำนวณด้วยราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ 23 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ กทช.ควรมีราคาที่พอรับได้ หรือราคากลาง (Reserve Price) ของ กทช.เอง ว่าควรจะได้ราคาไลเซนส์เท่าไหร่ แต่หากไม่ได้ก็ให้ล้มประมูลไปเลย เช่น ราคากลางควรได้ 2 หมื่นล้านบาท หากไม่ถึงก็ล้มแล้วเปิดประมูลใหม่ เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม

ทั้งนี้ เนื่องจากการเข้าประมูลไลเซนส์ 3.9จี นั้นทำให้ผู้ให้บริการมีต้นทุนต่ำลงกว่า 2.5จี 1520% โดยเปลี่ยนจากการจ่ายสัมปทานในอัตรา 2530% ต่อปี มาเป็นค่าธรรมเนียมไลเซนส์ 45% ต่อปี ดังนั้น การคำนวณราคาเริ่มต้นประมูลก็ควรจะบวกปัจจัยต่างจาก 2.5จี เข้าไปด้วย

ด้านมุมมองขององค์กรเพื่อผู้บริโภคหลายแห่งมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า การที่ก้าวกระโดดสู่ 3.9จี ของ กทช.นั้น อาจเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต่อผู้ใช้บริการเกือบครึ่งประเทศ ที่ยังใช้โทรศัพท์เพียงแค่การโทร.ออก และรับสายเท่านั้น ไม่ได้ต้องการความเร็วในการรับส่งข้อมูลแบบติดสปีด จึงกลัวว่าการที่ผู้ให้บริการมือถือทุกรายต่างพากันเปลี่ยนเทคโนโลยี ก็เท่ากับเป็นการบังคับให้ผู้ใช้ต้องใช้ 3.9จี ไปด้วย ทั้งๆ ที่ 2.5จี ที่มีอยู่ปัจจุบันก็เพียงพอแล้ว

องค์กรเพื่อผู้บริโภคยังกังวลด้วยว่า ต้นทุน 3.9จี ที่ถูกกว่า 2.5จี นั้นจะทำให้ผู้ให้บริการต่างพากันขยับราคา 2.5จี ให้แพงขึ้น เพื่อเป็นการบีบบังคับทางอ้อมให้ผู้ใช้ต้องหันไปใช้ 3.9จี ซึ่ง กทช.ควรเข้ามาดูแลในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะสิทธิ์การเลือกใช้งานควรเป็นของผู้ใช้บริการ แม้ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม

ไม่เพียงแต่ ความกังวลเรื่องการถูกบังคับให้เปลี่ยนเทคโนโลยีโดยไม่เต็มใจเท่านั้น ในมุมของรวมทั้งผู้บริโภคยังกังวลเรื่องมะเร็งที่จะเกิดขึ้นจากการใช้งาน 3.9จี เนื่องจากปัจจุบันยังเป็นประเด็นที่ถกเกียงกันว่าสัญญาณ 2.5จี อาจทำให้เกิดมะเร็งได้ หากมีการใช้งานนานเกินไป ดังนั้น เมื่อเปลี่ยนเป็น 3.9จี ที่เครือข่ายเร็วและแรงขึ้น ก็เท่ากับว่าการส่งสัญญาณก็ต้องแรงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้โทรศัพท์เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมากขึ้น

อีกทั้งเรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่จะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จากการเปลี่ยนอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ และเสาสัญญาณที่ไม่จำเป็น เพราะเมื่อเป็น 3.9จี กทช.กำหนดให้ต้องมีการใช้งานโครงข่ายร่วมกัน (Infrastructure Sharing)

ขณะที่ อดิศร์ หะริณสุต ผู้อำนวยการโครงการ เนชั่นแนล บรอดแบนด์ บริษัท ซิสโก้ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) สะท้อนมุมมองในประเด็นระยะเวลาการให้ไลเซ่นส์ 15 ปีของกทช.ว่าไม่สอดคล้องกับอายุของเทคโนโลยีที่โดยปกติ จะเปลี่ยน ทุก 10 ปี ซึ่งทำให้เทคโนโลยีล้าหลังมากขึ้น เพราะกว่าไลเซ่นส์ กทช.จะหมดคือ 15 ปี อย่างไรก็ตาม กทช.มองว่า จุดคุ้มทุนของผู้ให้บริการจะอยู่ที่ 9.9 ปี หากให้ไลเซ่นส์เพียงแค่ 10 ปี จะส่งผลให้ผู้ให้บริการไม่ได้กำไรเลย ดังนั้น อายุไลเซ่นส์ 15 ปี กทช.จึงมองว่าเหมาะสมแล้ว

ส่วน จิรศิลป์ จยาวรรณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เสนอว่า ควรรวมโครงข่ายของ 5 รัฐวิสาหกิจ คือ 3 การไฟฟ้า คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต นครหลวง และ ภูมิภาค ทีโอที และ กสท โทรคมนาคม ให้เป็นโครงข่ายหลัก (Core Network) โดยลดเหลือเพียง 1 ใน 3 ซึ่งจะช่วยประยหัดต้นทุนการขยายโครงข่ายลงได้มาก จากเดิมที่มีมูลค่าสูงถึง 1 แสนล้านบาท

ทั้งหมด คือ มุมของผู้ใช้บริการที่เป็นกลไกหลักและเป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะวัดว่า เทคโนโลยี 3.9 จี จำเป็นมากน้อยแค่ไหน และ นับเป็นสิ่งท้าทายว่า ไทยพร้อมแค่ไหนที่จะเปลี่ยนจากผู้ตามสู่ผู้นำสื่อสารแห่งภูมิภาคอาเซียน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน