
สิทธิและหน้าที่ของผู้ถือบัตรเมื่อเกิดการทุจริต (2)
โดย...เมาท์ คลองเตย
โดย...เมาท์ คลองเตย
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ยายเมาท์ทิ้งท้ายเรื่องบัตรเครดิตไว้ที่หากบัตรเครดิตติดตู้เอทีเอ็มควรทำอย่างไร วันนี้จะมาว่าต่อเรื่องของการใช้บัตรเครดิตอย่างฉลาดและปลอดภัยอย่างไรลูกค้าแบงก์ส่วนหนึ่งเมื่อใช้บัตรเครดิตไปซื้อสินค้าและบริการแล้ว จะทิ้งสลิปบัตรเครดิตไว้ในกระเป๋า ไว้ในถุงสินค้า ไม่เก็บให้เป็นที่เป็นทาง หายไปบ้าง ทิ้งไปบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ กรณีเกิดรายการผิดปกติขึ้น คือเราไม่ได้ใช้จ่าย แต่ใบแจ้งยอดหนี้มีรายการเพิ่มขึ้นมา ธนาคารกำหนดให้ลูกค้าทักท้วงภายใน 7 วัน หลังได้รับใบแจ้งยอด การเก็บสลิปไว้เพื่อตรวจสอบว่ารายการเรียกเก็บเงินถูกต้องหรือไม่
พึงจำไว้ว่าทุกครั้งที่ชำระเงินด้วยบัตรเครดิต ตรวจสอบสลิปบัตรเครดิตว่าจำนวนเงินถูกต้องตามที่ตกลงกันจึงค่อยเซ็นชื่อ เพราะการเซ็นชื่อหมายถึงท่านรับรองธุรกรรมนั้นแล้ว
หากท่านไม่ได้ตรวจสอบสลิปก่อนเซ็นชื่อ และพนักงานของห้างยักยอกเงินส่วนเกินค่าสินค้าไปแล้ว ธนาคารไม่สามารถเรียกร้องส่วนที่ถูกฉ้อโกงไปกลับมาให้ท่านได้
บทสุดท้ายของซีรี่ส์ชุดบัตรเครดิตนี้ ยายเมาท์อยากจะเตือนท่านที่ใช้บัตรเครดิต เดบิต พวกเงินพลาสติกทุกรูปแบบ ให้ระมัดระวังเก็บบัตรของท่านให้ดี และต้องหมั่นหาความรู้ ดูข่าวสารข้อมูล เพราะการหลอกลวงและการก่ออาชญากรรมอิเล็กทรอนิกส์เปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ ไม่ให้เหยื่อตามทัน
หากท่านได้รับอีเมลหรือเอสเอ็มเอสเป็นข้อความสั้น แอบอ้างว่ามาจากธนาคารที่ท่านเปิดบัญชีอยู่ และขอให้ยืนยันหมายเลขบัญชีและรหัสส่วนตัว ก็อย่าได้ผลีผลามหลงเชื่อให้ข้อมูลไป เพราะธนาคารทุกแห่งจะไม่ส่งอีเมลถึงลูกค้า และขอให้แจ้งข้อมูลดังกล่าว
ในกรณีนี้ท่านอาจกำลังตกเป็นเหยื่อของอีเมลปลอม ซึ่งภาษาเทคนิคเรียกว่าฟิชชิ่ง โจรไฮเทคจะปลอมหน้าเว็บไซต์ของธนาคาร ต้องสังเกตให้ดีจึงจะเห็นว่าชื่อเว็บไซต์ไม่ใช่ของจริง แต่บางคนไม่ได้ดูให้ละเอียด เห็นหน้าเว็บไซต์เหมือนกันก็ทำรายการเลย
กรณีนี้ธนาคารไม่ต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดกับบัญชีของท่าน ลูกค้าจะต้องรับผิดชอบความปลอดภัยของข้อมูลทางบัญชี รหัสส่วนตัว บัตร ใบแจ้งยอดบัญชี สลิปเอทีเอ็ม และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเงินของตนเอง ต้องไม่เปิดเผยรหัสส่วนตัวให้ผู้ใดทราบเป็นอันขาด







