
มุมมองการลงทุน
โดย...บล.กสิกรไทย
โดย...บล.กสิกรไทย
ตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงแกว่งตัวผันผวนในกรอบ 1,580-1,620 จุด ก่อนปิดที่ 1,603 จุด ลดลงจากสัปดาห์ก่อนเพียง 12 จุด
โดยตลาดหุ้นในช่วงต้นสัปดาห์ปรับลดลงจากความกังวลเรื่องการเจรจาหนี้กรีซ และจากการลดลงของราคาน้ำมันดิบ ก่อนที่จะฟื้นตัวเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงระมัดระวังต่อการเจรจาหนี้กรีซ หลังเยอรมนีวิจารณ์ข้อเสนอขอกู้เงินของกรีซว่าผิดไปจากที่ตกลงกันไว้ ทำให้ความกังวลในระยะสั้นปรับเพิ่มขึ้น และประเด็นการเจรจาหนี้กรีซจะยังเป็นความเสี่ยงระยะสั้นที่อาจทำให้ตลาดผันผวนในช่วงก่อนเส้นตายในวันที่ 28 ก.พ.นี้
ทั้งนี้ ปัญหาเรื่องหนี้กรีซ หากประเมินมุมมองของนักลงทุนผ่านตลาดพันธบัตรและ CDS จะพบว่าตลาดค่อนข้างมีมุมมองเชิงบวกต่อพัฒนาการที่เกิดขึ้น หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรกรีซ อิตาลี และสเปน ปรับถอยลง เช่นเดียวกับค่า CDS ของกรีซที่ชะลอตัวลงด้วยเช่นกัน
สำหรับประเด็นที่ตลาดจับตา คือ การพิจารณาข้อเสนอการขยายระยะเวลาของเงินกู้ที่กรีซเพิ่งยื่นไปในวันพฤหัสบดี ว่า ที่ประชุม รมว.คลังยูโรโซนที่ประชุมในวันศุกร์ที่ผ่านมา จะยอมรับในข้อเสนอดังกล่าวหรือไม่ รวมถึงประเด็นที่กรีซอาจจะออกจากกลุ่มยูโรโซน
ทั้งนี้ เราประเมินว่าตลาดหุ้นโลกจะเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งผันผวนตามพัฒนาการด้านบวกและลบตามข่าวการเจรจาต่อรองของกรีซ โดยเรายังคงให้น้ำหนักว่า ท้ายที่สุดแล้วการเจรจาของทั้งสองฝ่ายจะได้ข้อสรุปร่วมกันก่อนเส้นตายที่จะเกิดขึ้นในสิ้นเดือนนี้ หลังจากนั้นตลาดน่าจะเริ่มให้น้ำหนักเชิงบวกต่อมาตรการคิวอีของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่จะเริ่มต้นในเดือน มี.ค.นี้
ปัจจัยสำคัญในสัปดาห์นี้ 1) ตัวเลข PMI ภาคการผลิตและบริการเดือน ก.พ. ของยูโรโซน 2) ความคืบหน้าของการเจรจาหนี้กรีซ ก่อนเส้นตาย 28 ก.พ. 3) ตัวเลข PMI เดือน ก.พ. ภาคการผลิตจีน 25 ก.พ. ซึ่งตลาดคาดว่าจะหดตัวลง และ 4) การประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2557 ของบริษัทจดทะเบียนในช่วงสัปดาห์สุดท้าย
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เราคาดตลาดหุ้นแกว่งตัวในกรอบ 1,590-1,620 จุด หากประเด็นกรีซจบด้วยดี เราคาดตลาดจะซึมขึ้น
ขณะที่หากผิดไปจากที่ตลาดคาด เราอาจเห็นตลาดแกว่งลงแรง 1 รอบ แต่จะเป็นโอกาสซื้อที่ดี เนื่องจากเราประเมินปัญหากรีซจะไม่ลุกลามเป็นวิกฤต เนื่องจากอีซีบีมีเครื่องมืออย่างคิวอีที่ช่วยในการรับมือกับปัญหาสภาพคล่องที่ขาดหายในตลาดเงินตลาดพันธบัตรได้
ทั้งนี้ ระดับการฟื้นตัวของดัชนีคาดว่าจะขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบ ซึ่งมีผลกระทบมากกับหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งยากแก่การวางกลยุทธ์เข้าซื้อและบริหารความเสี่ยง ดังนั้นในมุมมองของเรา การเลือกหุ้นรายตัวที่ยังปรับขึ้นไม่มากนัก และมีมูลค่าในเชิงพื้นฐานที่ยังไม่แพงเกินไป เป็นทางเลือกที่ดีกว่าในการบริหารความเสี่ยง
หุ้นเด่น บริษัท ปูนซิ มนต์ไทย (SCC) บริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ (SGP) บริษัท ถิรไทย (TKT) บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทร นิคส (HANA) บริษัท ฐิติกร (TK) บริษัท เจ.เอส.พี. พร็อพเพอร์ตี้ (JSP) บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) ธนาคารกรุงไทย (KTB) บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) บริษัท ทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็ค ชั่น (TICON) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอด แบนด์ อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF)
หุ้นเก็งกำไรทางเทคนิค บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี (AGE) บริษัท อควา คอร์เปอเรชั่น (AQUA) บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) หรือ CNT บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา (TNITY) บริษัท ไทยโพลีคอนส์ (TPOLY) บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ (TTA)







