
รายย่อยปรับตัวหนีบาทแข็ง
เร่งเพิ่มมูลค่าสินค้า-สร้างแบรนด์ ปรับแผนการผลิตล็อตเล็ก&O5532;รายย่อยแนะปรับตัวสู้บาทแข็งซื้อขายสกุลยูเอส-รับผลิตสมอลล์ล็อตฯ หนียูโรร่วง 20%
เร่งเพิ่มมูลค่าสินค้า-สร้างแบรนด์ ปรับแผนการผลิตล็อตเล็ก&O5532;รายย่อยแนะปรับตัวสู้บาทแข็งซื้อขายสกุลยูเอส-รับผลิตสมอลล์ล็อตฯ หนียูโรร่วง 20%
นายวีระ เลิศเรืองปัญญวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พารากอน ผู้ผลิตและรับทำตลาดสินค้าอุปกรณ์ของตกแต่งเครื่องเขียนจากวัสดุหนังแบรนด์ พารากอน (PARAGON) เปิดเผยว่า นับจากต้นปี 2558 บริษัทได้ปรับตัวทางธุรกิจเพื่อรับมือค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนสกุลยูโร ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ราว 37-38 บาทต่อ 1 ยูโร จากเดิมมีอัตราแลกเปลี่ยนกว่า 50 บาทต่อ 1 ยูโร หรือลดลงไปราว 20%
ทั้งนี้ บริษัทได้หันไปใช้เงินสกุลเหรียญสหรัฐแทนเงินยูโร สำหรับทำตลาดส่งออกในกลุ่มประเทศยุโรป ที่มีตลาดหลักในประเทศสหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศสและสเปน เป็นต้น ซึ่งมองว่าเงินบาทไทยที่ยังแข็งค่าอยู่ในขณะนี้ หากเป็นระยะสั้นจะส่งผลกระทบด้านขาดทุนกำไร แต่หากเป็นระยะยาวอาจส่งผลให้ผู้ผลิตหรือเจ้าของสินค้าที่ทำตลาดส่งออกจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าขึ้น และอาจทำตลาดได้ยากขึ้น
“เงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้ต้องดูว่ามีผลกับเงินสกุลใด อย่างเงินบาทไทยที่แข็งค่ากว่ายูโรในขณะนี้ก็จะส่งผลกับผู้ส่งออกในตลาดประเทศดังกล่าว ซึ่งเจ้าของธุรกิจก็ต้องปรับตัวหันไปใช้อัตราแลกเปลี่ยนสกุลอื่นในการซื้อขายสินค้า แต่หากยังแข็งค่าต่อไปในระยะยาวอาจทำให้ไทยเสียตลาดส่งออกได้” นายวีระ กล่าว
พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้ปรับตัวทางธุรกิจโดยหันมารับคำสั่งผลิตสินค้าปริมาณน้อย (สมอลล์ ล็อต ออร์เดอร์) เพื่อทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นจากส่วนต่างในการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น เพื่อแข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่จากจีนที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า เช่น หากมีคำสั่งซื้อผลิตสินค้าอยู่ที่ 1 หมื่นชิ้น ผู้ผลิตจีนจะได้ราคาหน่วยละ 7 บาท แต่หากบริษัทรับผลิตอยู่ที่ 1,000 ชิ้น จะสามารถกำหนดราคาสินค้าได้ 10 บาท/ชิ้น เป็นต้น
สำหรับแนวทางดังกล่าว ยังสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าต่างประเทศในปัจจุบัน ที่เริ่มหันมาสั่งซื้อสินค้าจำนวนน้อยชิ้นลง เพื่อป้องกันปัญหาสต๊อกสินค้าที่เป็นต้นทุนสำคัญของธุรกิจในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปัจจุบัน ที่พบว่าในช่วงที่ผ่านมามีเจ้าของแบรนด์สินค้าหลายรายจะลดคำสั่งซื้อหรือการผลิตสินค้าจากจีน และหันไปสั่งซื้อสินค้าในปริมาณน้อยลงแทนเช่นกัน
ขณะที่แผนธุรกิจบริษัทในปีนี้ จะมุ่งสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ พร้อมเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า รวมทั้งประเภทสินค้ารายการต่างๆ และจุดขายสินค้าเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ได้มากขึ้น โดยจะขยายการทำตลาดในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนมากขึ้น เพื่อรองรับโอกาสการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2558 นี้ โดยคาดว่าในปีนี้บริษัทจะมีอัตราเติบโต 10-12% เทียบจากปีก่อนที่เติบโตคงที่
นายธานินทร์ สมะลาภา นายกสมาคมส่งเสริมผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (เอทีเอสเอ็มอี) กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อยไทยจำเป็นต้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ อาทิ การใช้แรงงานที่น้อยลง หรือหันมาใช้เครื่องจักรมากขึ้นเพื่อเพิ่มผลผลิต รวมทั้งปรับปรุงกระบวนการผลิตและทำตลาดสินค้ามากขึ้น
สำหรับแนวทางดังกล่าวเพื่อเพิ่มยอดขายจากกำลังซื้อภายในประเทศไทยในอนาคต หากการทำตลาดส่งออกได้ยากขึ้นจากหลายปัจจัยลบ อาทิ เงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างๆ ที่มีความผันผวน การแข่งขันทางการค้าเสรี และภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัวในบางประเทศ







