
ผู้นำในบทโค้ช (2)
ผู้บริหารและผู้จัดการเป็นโค้ชที่เก่งได้ โดยการสร้างสมรรถนะของโค้ชที่มีประสิทธิผล ครั้งที่แล้วกล่าวถึงสมรรถนะประการแรก คือ ความเข้าใจในความหมายของการโค้ชให้ตรงกัน
ผู้บริหารและผู้จัดการเป็นโค้ชที่เก่งได้ โดยการสร้างสมรรถนะของโค้ชที่มีประสิทธิผล ครั้งที่แล้วกล่าวถึงสมรรถนะประการแรก คือ ความเข้าใจในความหมายของการโค้ชให้ตรงกัน
ข้อสองคือ สร้างความไว้วางใจ โดยการวางตนของผู้บริหาร ผู้จัดการ หรือหัวหน้างาน ถ้าโค้ชชี่ไม่ไว้วางใจในตัวโค้ช เราจะไม่มีทางเข้าถึงความคิด ความเชื่อ ตัวตน และความรู้สึกในปัจจุบันที่เป็นตัวเขาจริงๆ (Being) ถ้าโค้ชชี่เกรงใจหรือทำไปตามหน้าที่ เราก็จะได้แต่การกระทำ (Doing) ที่โค้ชชี่จำนนในการกระทำด้วยความจำใจ แต่ไม่ใช่ความเต็มใจ
ในด้านวัฒนธรรมที่แตกต่าง ข้อนี้จะทวีความสำคัญมากขึ้น หากโค้ชมีโค้ชชี่ที่ยึดถือรูปแบบวัฒนธรรมคือ หลีกเลี่ยงความไม่แน่นอน (Uncertainty Avoidance) ไม่ชอบเสี่ยง ชอบปลอดภัยไว้ก่อน
ผู้บริหารและผู้จัดการสามารถสร้างความไว้วางใจทั้งในระยะสั้นและในระยะยาวไปด้วย เช่น มีความสม่ำเสมอในการปฏิบัติต่อเขา ไม่ใช่วันนี้อารมณ์ดี พรุ่งนี้อารมณ์ร้าย หรือเอาแต่พูด แต่ไม่ทำ หรือถ้าทำไม่ได้อย่างที่พูดก็ไปสื่อสารกับเขาให้เข้าใจเหตุผลตรงกัน
สมรรถนะข้อที่สาม คือ การรักษาสมาธิในการสนทนาได้ โฟกัสของโค้ชในการสนทนานี้ มีอย่างเดียวคือ “โค้ชชี่” เมื่อเริ่มโค้ช โค้ชจะกังวลกับวิธีการถามของตนเอง คำถามดีหรือไม่ดี บางทีความคิดกระโดดไปเรื่องงานบ้าง เรื่องส่วนตัวบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติในการโค้ชครั้งแรกๆ
แต่ถ้าโค้ชตระหนักในสมรรถนะข้อนี้ จะดึงความสนใจกับมาที่โค้ชชี่ได้เร็ว และยิ่งที่ทำบ่อยๆ ก็จะยิ่งเก่ง เพราะการดึงสมาธิกลับมา เหมือนออกกำลังกายบ่อยๆ ให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ผลพลอยได้คือ ยิ่งโค้ชลูกน้องบ่อยๆ ยิ่งเป็นผู้มีสมาธิดีขึ้น
โค้ชที่ดีจะเชื่อในสัญชาตญาณของตนเอง คือฟังจนจบก่อน ทวนสิ่งที่ได้ยินในใจหรือพูดออกมา เชื่อมโยงไปสู่คำถามที่เป็นประโยชน์
ในด้านวัฒนธรรมที่แตกต่าง โค้ชควรระวัง ความคิดเหมารวมว่า พอโค้ชชี่เริ่มอธิบาย ก็เริ่มคาดการณ์ไปแล้วว่าเขาก็เหมือนคนอื่นๆ ที่มาจากกลุ่มเดียวกัน (Stereotype) จะทำให้เราสรุปคำตอบก่อนที่จะค้นพบสิ่งที่สำคัญจริงๆ สำหรับโค้ชชี่ ครั้งหน้าจะกล่าวถึงข้อต่อไปค่ะ







