posttoday
ทำแก้มลิงหมื่นล.

ทำแก้มลิงหมื่นล.

17 มิถุนายน 2553

แผนแก้แล้งกระทรวงเกษตรฯ ครม.เด้งช่วยชาวนาครัวละพัน

โพสต์ทูเดย์ — ธีระเดินหน้าแก้มลิง 3 ระยะ ใช้งบเกือบ 2 หมื่นล้าน หวังสร้างแหล่งน้ำเพิ่มหลังเปิดเขื่อนไม่ได้สักแห่ง

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เร่งรัดให้กรมชลประทานนำโครงการแก้มลิงที่ได้มีการศึกษาไว้ทั่วประเทศมาดำเนินการก่อนเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องแหล่งน้ำในระยะเร่งด่วน เนื่องจากปัจจุบันโครงการสร้างเขื่อนขนาดกลางและขนาดใหญ่ยังมีปัญหาไม่สามารถสร้างได้ เพราะหลายพื้นที่ยังมีข้อขัดแย้งในเรื่องความคิดและปัญหาสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ เมื่อปี 2553 กรมชลประทานทำโครงการแก้มลิงจำนวน 197 แห่ง งบประมาณ 3,200 ล้านบาท รับน้ำได้ 117 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 2.2 แสนไร่ สำหรับงบปี 2554 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรรมาธิการงบ ประมาณ กรมชลประทานได้เสนอไป 111 โครงการ วงเงิน 3,200 ล้านบาท เก็บน้ำได้ 215 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 2 แสนไร่ นอกจากนั้นยังมีโครงการแก้มลิงที่ได้มีการศึกษาไว้แล้วทั่วประเทศในงบปี 25552559 จำนวน 418 โครงการ งบประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท พื้นที่รับประโยชน์ 4 แสนไร่ เก็บน้ำได้ 813 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งทั้งหมดส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีข้อจำกัดในเรื่องการสร้างเขื่อน

สำหรับการปฏิบัติฝนหลวงนั้น ล่าสุด กระทรวงเกษตรฯ มีการตั้งปรับให้ฐานปฏิบัติเติมสารฝนหลวงที่จ.แพร่ เป็นฐานปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อช่วยฐาน เชียงใหม่ และตาก และเป็นการเสริมหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้สำนักฝนหลวงระดมทำฝนต่อเนื่องเมื่ออากาศอำนวยและจะเสนอครม.อังคารหน้าของบประมาณเพิ่มเนื่องจากมีการเพิ่มการปฏิบัติการมากขึ้นและเพิ่มจำนวนวันปฏิบัติการมากขึ้น ส่วนจะเป็นงบประมาณเท่าไหร่นั้นจะต้องให้สำนักฝนหลวงฯทำตัวเลขเสนอมา

นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการแก้มลิงที่ดำเนินการในขณะนี้และเป็นแก้มลิงขนาดใหญ่เช่น แก้มลิงบึงนาราง จ.พิจิตร เก็บน้ำได้ 1 ล้าน ลบ.ม. แก้มลิงบึงมาย จ.อุตรดิตถ์ เก็บน้ำ 1.6 ล้านลบ.ม. แก้มลิงหนองขวาง จ.ชัยภูมิ เก็บน้ำได้ 9 .6 แสนลบ.ม. เป็นต้นในส่วนปี 54 แก้มลิงขนาดใหญ่เช่น แก้มลิงกุดใส้จ้อ จ.กาฬสินธุ์ เก็บน้ำได้ 2 แสนลบ.ม. แก้มลิงหนองผักแผ้ว จ.สกล เก็บน้ำได้ 2.5 แสนล้านบาท เป็นต้น โดยโครงการแก้มลิงจะเป็นการปรับปรุง และพัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติเดิมที่เป็น หนองน้ำ หรือป่าบุ่งป่าทามหรือแหล่งน้ำจืดอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการศึกษาความเหมาะสมที่จะสร้างเขื่อนไว้หลายพื้นที่ซึ่งวจะทำให้มีศักยภาพในการเพาะปลูกในพื้นที่มากแต่ยังไม่มีการอนุมัติเพราะติดปัญหาสังคมเช่น เขื่อนลำชีบน เขื่อนโป่งขุนเพ็ชร จ.ชัยภูมิ และเขื่อนแม่วงศ์ จ.นครสวรรค์ เป็นต้นซึ่งหากทำได้จะทำให้มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในภาคอีสานและป้องกันน้ำท่วมในลุ่มน้ำชี และเขื่อนแม่วงศ์จะช่วยในพื้นที่ภาคกลางทั้งหมด

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า สำหรับปริมาณน้ำใน 2 เขื่อนหลักยังอยู่ในระดับวิกฤตเหลือน้ำน้อยมาก ซึ่งปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนสิริกิติ์มีน้ำไหลเข้าเขื่อนเฉลี่ยประมาณ 45 ล้าน ลบ.ม. ในขณะที่เขื่อนภูมิพลยังไม่มีน้ำไหลเข้าเขื่อน ส่วนเขื่อนป่าสักมีน้ำใช้การได้เพียง 84 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น ซึ่งในช่วงที่ฝนทิ้งช่วงน้ำที่จะผ่านเขื่อนเจ้าพระยาลงมาจะต่ำมาก ซึ่งก็ขอเตือนผู้เลี้ยงปลาในกระชังลดปริมาณการเลี้ยงลง เพราะเขื่อนเจ้าพระยาที่รับน้ำจากป่าสักลงมาความเร็วของน้ำต่ำจะมีผลต่อคุณภาพน้ำ แต่ในส่วนของการทำประปาจะไม่มีปัญหาน้ำเค็มเนื่องจากใช้น้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาช่วยไล่น้ำเค็มซึ่งน้ำทะเลจะหนุนสูงอีกครั้งในวันที่ 2028 มิ.ย. นี้

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวด้วยว่ากรณีการทำฝนหลวงปริมาณฝนที่ได้ทำให้คุณภาพน้ำดีขึ้น วิกฤติขาดแคลนน้ำขณะนี้ภาคกลางถือว่าที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยเพราะความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นกว่า 30% ในขณะที่การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่จะช่วยเหลือคนได้มากไม่มีการเปิดโครงการได้ ซึ่งหากไม่สร้างภายใน 510 ปีข้างหน้าจะวิกฤติมากและปี 55 จะเป็นปีที่เริ่มปรากฏการแย่งน้ำระหว่างภาคเกษตรกับการอุปโภคบริโภค

“ธีระ เครียด หลังโดนตีกลับงบ 1 พันกว่าล้าน แจกชาวนา ระบุเป็นโครงการ หวังดีเหมือนรัฐช่วยผลกระทบเสื้อแดง นายธีระ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการช่วยเหลือชาวนาที่ต้องเว้นช่วงการทำนาเพราะภัยแล้ง คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ตีกลับมาให้กระทรวงทบทวนโครงการที่เสนอ กรอบวงเงิน 1,030 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรครัวเรือนละ 1,000 บาท ประมาณ 1 ล้านครัวเรือน โดย ครม.ได้ตั้งข้อสังเกตว่าจะต้องมีความชัดเจนเรื่องจำนวนเกษตรกร ซึ่งตัวเลขที่ได้เสนอไปนั้น คิดจากจำนวนหนึ่งในสาม ของเกษตรกรชาวนาที่มีอยู่ทั้งหมด 3.7 ล้านครัวเรือนใน 62 จังหวัด

นอกจากนั้น ครม.ได้ให้กระทรวงทบทวนในเรื่องรูปแบบการช่วยเหลือ โดยเฉพาะปัจจัยการผลิตว่าควรจะเป็นรูปแบบใด โดย ครม.มีความเป็นห่วงว่าหากจะให้เกษตรกรซื้อปัจจัยการผลิตเองแล้วนำใบเสร็จมาเบิกจะทำได้อย่างไร ทั้งหมดให้เสนอเข้า ครม.วันอังคารหน้าที่ 22 มิ.ย. อีกครั้ง

“ในประเด็นข้อสังเกตของ ครม. ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตรไปลงพื้นที่สำรวจว่าข้อเท็จจริงทั้งหมดว่า ตั้งแต่กระทรวงเกษตรฯ มีประกาศเมื่อวันที่ 21 พ.ค. ขอความร่วมมือให้เลื่อนการทำนาปีออกไป มีเกษตรกรรายใดที่ยังไม่มีการทำนาจนถึงวันที่ 15 ก.ค. ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรที่ให้ความร่วมมือกับราชการจึงจะได้รับการช่วยเหลือและเข้าเงื่อนไขของโครงการ”หากรายใดมีการหว่านกล้าลงไปแล้ว พูดง่ายๆหมายความว่า เป็นกลุ่มที่ไม่ให้ความร่วมมือกับราชการ พร้อมที่รับความเสียหายของนาตนเอง เพราะเตือนไปแล้วแต่ไม่เชื่อ ก็จะไม่เข้าเงื่อนไขของโครงการ ซึ่งโครงการนี้กระทรวงเกษตรฯตั้งใจช่วยเหลือเกษตรกรที่เดือดร้อนแท้จริง เหมือนที่รัฐบาลเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง หรือโครงการแจกฟรี สองพันบาทให้กับผู้ที่อยู่ในประกันสังคม ต้องยอมรับว่าเกษตรกรทำงานกันทั้งปี เมื่อมีปัญหาน้ำขาดแคลน เขาทำมาหากินไม่ได้ เราขอร้องชาวนาบางส่วนให้ความร่วมมือมาโดยตลอด จนโดนล้อว่ากระชับพื้นที่ชาวนา เพราะฉะนั้น เราต้องช่วยเขาบ้าง นี่ก็ยังเสียใจที่คิดช่วยชาวนาช้าไป”นายธีระ กล่าว

นายธีระ กล่าวว่าสำหรับจำนวนตัวเลขเกษตรกรเท่าไหร่จะอยู่การสำรวจของกรมส่งเสริมฯและภาคประชาสังคม ที่ร่วมกันตรวจสอบเสนอขึ้นมา ซึ่งต้องใช้หลักความเชื่อใจกัน เพราะได้ให้ภาคประชาสังคมซึ่งเป็นหน่วยที่ดูแลใกล้ชิดในชุมชนนั้นตรวจสอบกันเองรับรองกันเองแล้วเสนอขึ้นมาน่าจะเป็นตัวเลขที่ถูกต้องที่เชื่อถือได้ที่สุด จะไม่ใช้หลักความไว้ใจกันเลยสังคมคงอยู่ยาก อย่างไรก็ตามเรื่องนี้กระทรวงเกษตรฯจะไม่แตะเงินเลยให้ไปผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรหรือธกส. เข้าบัญชีชาวนาโดยตรง

นายอรรถ อินทรลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรฯ โครงการเพิ่มผลผลิตเพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภคในครัวเรือนในช่วงพักการทำนา ที่เสนอครม.ไปนั้น การช่วยเหลือเป็นไปตามที่เกษตรกรแจ้งความจำนงมา เช่นเลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด หรือเพาะเห็ด โดย ครม.ตั้งข้อสังเกตในเรื่องจำนวนของเกษตรกรที่เดือดร้อนจริงและรูปแบบการช่วยเกษตรกรแต่ละครัวเรือนให้มีความชัดเจนและเป็นไปตามกฏเกณฑ์ของสำนักงบประมาณ ที่จะจ่ายชดเชยได้ตามความเป็นจริง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้เสนอขอให้ช่วยเหลือเกษตรกรครัวเรือนละ 1 พันบาท จำนวน 1 ล้านครัวเรือน จากชาวนาที่ขึ้นทะเบียนเข้าโครงการประกันรายได้ 3.7 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 30% ของชาวนาทั้งหมดใน 62 จังหวัด ซึ่ง ครม.ต้องการให้รูปแบบการช่วยเหลือถึงมือเกษตรกรโดยตรงและให้เร่งรัดสำรวจชาวนาที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริงว่ามีจำนวนเท่าไหร่

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน