
ประกันไทย ไม่เป็นรองใครในอาเซียน
โดย วารุณี อินวันนา
โดย วารุณี อินวันนา
ธุรกิจประกันวินาศภัยไทยพร้อมที่จะต่อสู้ในสนามแข่งขันประชาคมอาเซียน หรือ AEC 10 ประเทศ จากขนาดของเบี้ยประกันรับรวมที่มีมากถึง 2.03 แสนล้านบาทสูงสุดอันดับ 1
กี่เดช อนันต์ศิริประภาผู้อำนวยการบริหารสมาคมประกันวินาศภัยไทย ได้นำผลการศึกษาตลาดประกันวินาศภัยในอาเซียนของสวิสรี บริษัทประกันภัยต่อ ที่ทำขึ้นเมื่อปี 2556 ประเทศไทยมีเบี้ยรับรวมสูงสุดอันดับ 1 คิดเป็นเงินบาทไทยประมาณ 2 แสนล้านบาท รองลงมาเป็นประเทศ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ส่วนบรูไน กัมพูชา ลาว พม่า ยังมีเบี้ยรับรวมน้อยมาก
นอกจากนี้ แนวโน้มของธุรกิจประกันวินาศภัย ทิศทางการเติบโต และการขับเคลื่อนธุรกิจประกันวินาศภัยยังมีอนาคตที่สดใส เพราะขนาดของเศรษฐกิจไทยใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าเบี้ยรับรวมจะถึง 6 แสนล้านบาท จากปัจจุบัน 2.05 แสนล้านบาท เบี้ยประกันภัยเบ็ดเตล็ดรายบุคคลจะเป็นแรงขับให้ธุรกิจขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพ
ด้าน ไพบูลย์ จิรายุวัฒน์ ประธานคณะกรรมการประกันภัยยานยนต์ สมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวถึงบริษัทประกันภัยไทยมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการทำประกันภัยรถยนต์ เพราะมีประสบการณ์ในการทำตลาดนี้มานาน ปัจจุบันมีการนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการดำเนินการ ทำให้ต้นทุนในการดำเนินงานต่ำในเกือบทุกขั้นตอน
ส่วนราคาเบี้ยประกันภัยนับว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน 10 ประเทศ เพราะมีจำนวนบริษัทประกันภัยจำนวนมาก ถือว่ามีการแข่งขันที่รุนแรง
บริษัทประกันภัยต่างประเทศรายใหญ่ๆ ได้เข้ามาอยู่ในตลาดไทยเกือบหมดแล้ว ปัจจุบันมีบริษัทต่างชาติมากถึง 23 บริษัท มีส่วนแบ่งการตลาด 29.87% ส่วนบริษัทประกันสัญชาติไทย 40 บริษัท มีส่วนแบ่ง 70.13% จึงเป็นการยากที่คู่แข่งหน้าใหม่ๆ จะเข้ามาตีตลาดประกันภัยรถยนต์ในไทยได้ง่ายๆ
ด้านตลาดประกันภัยทรัพย์สิน จัดว่าเบี้ยประกันในไทยต่ำมากเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ล่าสุดเบี้ยประกันภัยน้ำท่วมได้ลดลงกว่า 40% จากปี 2555 เพื่อดึงลูกค้า ซึ่งคิดว่าต่างชาติที่มีข้อมูลสถิติที่แน่นอนจะไม่เข้ามาแข่งด้านราคา
ขณะที่จุดอ่อนของบริษัทประกันภัยไทย คือ มีบริษัทขนาดเล็กที่เบี้ยรวมตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทลงไป จำนวนมากถึง 28 บริษัท ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดจากเบี้ยประกันภัย 2.03 แสนล้านบาท เพียง 5% บริษัทเหล่านี้จะเล็กลงอย่างต่อเนื่อง เพราะมีต้นทุนสูงมากจากการยังทำงานด้วยคน ทำให้เกิดการรั่วไหลเกือบทุกจุดของการทำงาน
รวมทั้งบริษัทขนาดเล็กยังมีธุรกิจกระจุกตัว เช่น บางบริษัทเน้นขายประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ. หลังจากการเพิ่มค่ารักษาเบื้องต้นจาก 1.5 หมื่นบาท เป็น 3 หมื่นบาท ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นทันที ความเสี่ยงของบริษัทก็เพิ่มขึ้น
การเปิดตลาดอาเซียน บริษัทขนาดเล็กที่ไม่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติจะแข่งขันลำบาก ประกอบกับ ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มีนโยบายให้เพิ่มเงินกองทุนขั้นต่ำเป็น 500 ล้านบาท ภายใน 5 ปี นับจากปี 2558 เป็นต้นไป อาจทำให้บริษัทขนาดเล็กต้องเข้าสู่ทางตันและต้องเร่งตัดสินใจว่าจะทำธุรกิจต่อไป หรือขายกิจการให้กับคู่แข่งขัน
สำหรับโอกาสบริษัทประกันภัยไทยในอาเซียน จะมีมากในกลุ่มประเทศ CLMV คือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม เพราะมีชายแดนติดกับประเทศไทย ทั้งนี้ 4 ประเทศนี้มีความคุ้นเคยสินค้าจากประเทศไทย ซึ่งมีประชากรรวมกัน 170 ล้านคน โดยมีบริษัทประกันวินาศภัยไทย ได้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยในประเทศเหล่านี้แล้ว
หากให้บริการดีจะทำให้ประชาชนใน 4 ประเทศ ข้ามเข้ามาซื้อประกันภัยจากบริษัทในไทยมากขึ้น เช่น ประกันสุขภาพ เพื่อเข้ามารับการรักษากับโรงพยาบาลในประเทศไทย ซึ่งประชาชนสามารถข้ามประเทศเข้ามาซื้อประกันในไทยได้ แต่บริษัทประกันไทยไม่สามารถขายข้ามประเทศได้ ยกเว้นต้องได้รับใบอนุญาตให้เข้าไปทำธุรกิจในประเทศนั้นๆ
ทั้งนี้ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการดำเนินงาน จะช่วยลดขั้นตอนการทำงาน และลดต้นทุนให้ต่ำลง เพิ่มความรวดเร็วในการบริการแก่ลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา จะเป็นการติดปีกให้บริษัทประกันภัยไทยชิงส่วนแบ่งการตลาดมาไว้ในครอบครองหลังเปิดเสรีอาเซียน







