
โคโคริเพิ่มงบลุยตลาดหนักเกาะบอลโลก
โพสต์ทูเดย์
— โคโคริอัดงบเพิ่ม 30 ล้านบาทปีนี้ บุกตลาดขนมกรอบรับบอลโลกฟีเวอร์ ดันตลาดโต 30%นายกิติพัฒน์ เหรียญชัยวานิช ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอส พี อาร์ ฟู๊ด อินดัสทรี ผู้ผลิตขนมอบกรอบตรา
“โคโคริ” เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทใช้งบตลาด 30 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนที่ใช้งบ 20 ล้านบาท โดยงบที่เพิ่มขึ้นจะเน้นไปที่การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายภายใต้แคมเปญต่างๆ พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “ชุดตัวจริง” เพื่อตอกย้ำแบรนด์โคโคริให้ผู้บริโภคจดจำและซื้อสินค้าทั้งนี้ คาดว่าช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 จะผลักดันให้ตลาดรวมขนมขบเคี้ยวมูลค่า 1.81.85 หมื่นล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 30% และของบริษัทเติบโตขึ้นราว 2030% พร้อมตั้งเป้ารายได้รวมของบริษัทในปีนี้ 280 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมเปิดตัวสินค้าอีก 2 รสชาติใหม่ในเดือน ก.ค.นี้ พร้อมร่วมออกบูธงาน THAIFEX WORLD FOOD ASIA ในสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ และรุกทำตลาดผ่านเว็บไซต์สังคมออนไลน์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคคนรุ่นใหม่มากขึ้น จากปัจจุบันที่จับกลุ่มเป้าหมายหลักเด็กอายุ 712ปี และอายุ 1220ปีขึ้นไป ด้วยการใช้รสชาติขนมและขนาดบรรจุภัณฑ์ เป็นตัวแบ่งแยกในการทำตลาด จากปัจจุบันมี 3รสชาติหลัก คือ รสดั้งเดิม รสปลาหมึก รสสาหร่ายเซซามี แลละรสไก่ทอดสไปซี
นอกจากนี้ ยังเตรียมลงทุนไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท ขยายกำลังการผลิตสินค้าเพิ่มอีก 50% ในโรงงานย่านพระราม 2 จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตสินค้าอยู่ที่ 2,0003,000 ลังต่อวัน เพื่อขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศโดยสิ้นปีนี้ตั้งเป้ารายได้รวม 280 ล้านบาท โดยเฉพาะตลาดประเทศแถบอาเซียน, ตะวันออกกลาง และแอฟริกา คาดในอีก3ปีจะเพิ่มสัดส่วนยอดขายจากการส่งออกและในประเทศในสัดส่วนเท่ากัน 50% จากปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขายต่างประเทศ 30% และในประเทศ 70%
ส่วนภาพรวมตลาดขนมขบเคี้ยวในประเทศไทยในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.81.85 หมื่นล้านบาท แบ่งออกเป็นตลาดขนมขบเคี้ยวแบบขึ้นรูป 6,000 ล้านบาทมีผู้เล่นในตลาดนี้ไม่ต่ำกว่า 300400 ราย ซึ่งโคโคริอยู่ในตลาดกลุ่มนี้ครองส่วนแบ่งตลาด2% คาดสิ้นปีเพิ่มเป็น 3% ส่วนที่เหลืออีก30% หรือราว 1.2 หมื่นล้านบาท เป็นตลาดขนมขบเคี้ยวหมวดมันฝรั่งทอดกรอบ ปลาเส้น ข้าวเกรียบกุ้ง ข้าวอบกรอบ และข้าวโพดคั่ว(ป็อป คอร์น) เป็นต้น ซึ่งตลาดรวมมีอัตราเติบโต7%
สำหรับสิ้นปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้รวม 280 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายในประเทศ 200 ล้านบาท จากต่างประเทศ 80 ล้านบาท หรือเติบโตเพิ่มขึ้น70% จากปีที่ผ่านมามียอดขายรวม170 ล้านบาท แบ่งเป็นในประเทศ120 ล้านบาท และต่างประเทศ 50 ล้านบาท







