
SCCรักษาเกรดAทริสยันธุรกิจแกร่ง บริษัทครองแชมป์ตลาดอาเซียน5ปี
ฟิทช์คงอันดับเครดิตปูนซิเมนต์ไทยที่ A รายได้กระจายมาจาก 3 ธุรกิจ 5 ปียังรักษาความเป็นผู้นำในไทย-อาเซียน
ฟิทช์คงอันดับเครดิตปูนซิเมนต์ไทยที่ A รายได้กระจายมาจาก 3 ธุรกิจ 5 ปียังรักษาความเป็นผู้นำในไทย-อาเซียน
บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ที่ ‘A(tha)’ รวมถึงระยะสั้นที่ ‘F1(tha)’ และหุ้นกู้ไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ ที่ ‘A(tha)’ แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ
SCC เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีธุรกิจหลักที่มีความหลากหลาย แบ่งออกเป็น 3 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง เคมีภัณฑ์ และธุรกิจกระดาษ บริษัทเป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์ กระเบื้องเซรามิก เคมีภัณฑ์ขั้นปลาย และกระดาษบรรจุภัณฑ์ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและในบางประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยวัดจากกำลังการผลิตและส่วนแบ่งการตลาด ฟิทช์คาดว่าบริษัทน่าจะยังคงรักษาสถานะความเป็นผู้นำตลาดในธุรกิจหลักเหล่านี้ทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ต่อไปในอีก 5 ปีข้างหน้า
อันดับเครดิตสะท้อนถึงธุรกิจมีการกระจายความเสี่ยงของแหล่งที่มาของรายได้หลักที่หลากหลาย บริษัทมีเป้าหมายหลักที่จะขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็นปัจจัยบวกต่อสถานะทางธุรกิจในระยะยาว แม้ว่ารายได้จากธุรกิจในต่างประเทศจะยังไม่สูงมากนักในปี 2558
สำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของ SCC น่าจะยังคงสูงต่อเนื่องในปี 2558-2559 โดยอยู่ที่ประมาณ 5-6 หมื่นล้านบาท/ปี ส่วนใหญ่จะใช้เพื่อการขยายธุรกิจในประเทศต่างๆ ของภูมิภาค ทั้งโครงการใหม่และการเข้าซื้อกิจการ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิที่ปรับปรุงแล้วต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย และค่าเช่า หรืออีบิตดา (รวมเงินปันผลรับจากบริษัทร่วม) น่าจะอยู่ที่ระดับ 3 เท่าในปี 2558-2559 เทียบกับประมาณ 2.7 เท่า ในปี 2557 และคาดว่าจะปรับลดลงต่ำกว่า 3 เท่าหลังจากนั้นเมื่อธุรกิจในภูมิภาคเริ่มมีการดำเนินงานอย่างเต็มตัว
ฟิทช์คาดว่ากำไรจากอีบิตดาในปี 2558 จะเติบโตต่อเนื่องเท่ากับปี 2557 ที่ 8.7% ธุรกิจเคมีภัณฑ์จะยังคงเป็นหลักที่สร้างผลกำไรจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างจะยังคงโตต่ำกว่า 5% ทั้งนี้บริษัทต้องเผชิญกับความผันผวนของธุรกิจเคมีภัณฑ์ และธุรกิจกระดาษ และความสามารถที่จำกัดในการกำหนดราคาสินค้าโภคภัณฑ์







