
ผ้าไหม 'นครชัยบุรินทร์' ฝ่าวิกฤตยืนหยัด 20 ปี
ยอดขายผ้าไหมโคราชที่ซบเซาส่งผลให้เกษตรกรเลิกเลี้ยงไหม ส่งผลให้ขาดวัตถุดิบ ราคาเส้นไหมขยับสูงลิ่ว
โดย...ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ
ยอดขายผ้าไหมโคราชที่ซบเซาส่งผลให้เกษตรกรเลิกเลี้ยงไหม ส่งผลให้ขาดวัตถุดิบ ราคาเส้นไหมขยับสูงลิ่ว อีกทั้งยังมีผ้าไหมจีนเข้ามาตีตลาดส่งผลให้กิจการผ้าไหม จ.นครราชสีมา ต้องพับเสื่อเลิกกิจการไปแล้วกว่า 20 ราย คงเหลือแต่รายที่สร้างสมชื่อเสียงเป็นต้นทุนมานานเท่านั้น ที่ยังยืนหยัดอยู่ได้ ในภาวะที่ยอดขายหายไปกว่าครึ่ง
หนึ่งในผู้ที่ยืนหยัดอยู่ได้คือ วิรัตน์ สุดเสน่หา ประธานศูนย์ไหม นครชัยบุรินทร์ และเจ้าของร้านเสน่ห์ไหมไทย ซึ่งเปิดกิจการมากว่า 20 ปี
“เมื่อช่วง 10 ปีก่อน เคยขายได้ถึงจุดพีกสุดเฉลี่ยเดือนละ 5-10 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดเป็นการขายเฉพาะหน้าร้าน จึงมีการขยายสาขาเพื่อกระจายสินค้าเพิ่มอีกต่อมาปี 2552 เริ่มประสบกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำและปัญหาผู้ปลูกหม่อนไหมลดลง ส่งผลให้เส้นไหมขาดตลาด จนมีการปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง” วิรัตน์ เล่าถึงประสบการณ์ในวงการค้าผ้าไหมโคราช
เขาบอกว่า ไม่เพียงแต่ยอดขายหน้าร้าน แต่ยังมีออร์เดอร์มาจากต่างประเทศอีกด้วย เพราะช่วง 10 ปีก่อน ยังมีเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมอยู่เป็นจำนวนมาก ราคาผ้าไหมยังไม่แพงมาก
“ผ้าไหม 1 หลา จะมีผู้เกี่ยวข้องในระบบทั้งหมด 11 ราย ได้แก่ ผู้ปลูกหม่อน คนเลี้ยงไหม สาวไหม ฟอกย้อมสีไหม กรอไหม สาวไหมเป็นเส้น ยกลวดลายผ้าไหม ทอผ้าไหม ตัดเย็บ และผู้จำหน่าย ซึ่งแต่ละคนก็อาจจะอยู่คนละที่ คนละหมู่บ้าน มีความถนัดแตกต่างกันไป เมื่อคนเลี้ยงไหมเริ่มลดลงอย่างรวดเร็วก็ส่งผลกระทบต่ออาชีพเหล่านี้ทั้งระบบ ทำให้วัตถุดิบคือเส้นไหมขาดตลาดและมีราคาสูงขึ้นถึง 150% จากเดิมปี 2555 ราคากิโลกรัมละ 1,000 บาท ปัจจุบันเป็นกิโลกรัมละ 2,500 บาท เมื่อราคาต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ก็ทำให้ราคาเสื้อผ้าที่ผลิตจากผ้าไหมปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย”
วิรัตน์ บอกว่า อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่กระทบต่อกิจการผ้าไหมโคราช คือ ผ้าไหมจากประเทศจีนที่มีราคาถูกกว่า แม้จะด้อยกว่าในเรื่องคุณภาพ
“ผ้าไหมถือว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เป็นเสื้อผ้าเกรดพรีเมียมที่มีราคาแพงกว่าเสื้อผ้าทั่วไป ทำให้ลูกค้าเริ่มไม่นิยมซื้อไปใช้กระทบถึงตลาดต่างประเทศที่เคยสั่งออร์เดอร์เข้ามาจำนวนมาก ขณะนี้หายไปหมด 100% และหันไปสั่งออร์เดอร์จากประเทศจีนแทน”
วิรัตน์ บอกว่า กลุ่มลูกค้าในปัจจุบันมีเพียงกลุ่มข้าราชการเท่านั้น ซึ่งคิดเป็น 30% ของลูกค้าทั้งหมดที่เคยมี ทำให้ร้านยังคงยืนหยัดอยู่ได้จากลูกค้ากลุ่มนี้ ซึ่งกลยุทธ์สำคัญในการยืนหยัดคือ การลดราคา แต่ยังคงคุณภาพไว้เช่นเดิม
“จากราคาปกติ อาทิ เสื้อสูทจากราคาตัวละ 3,000 บาท ลดเหลือ 1,500 บาท และเสื้อเชิ้ตจากปกติตัวละ 1,600 บาท ก็ลดเหลือตัวละ 800 บาท ซึ่งแม้กำไรจะน้อย หรือแทบจะไม่มีกำไร แต่ก็ยังทำให้ธุรกิจยืนหยัดอยู่ได้” วิรัตน์ บอกถึงวิธีการปรับตัวสู้วิกฤต







