
‘อิชิตัน’ทำกำไรงาม
ICHI ตั้งเป้ารายได้โต 15-20% ชูหลายกลยุทธ์รักษากำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 14%
ICHI ตั้งเป้ารายได้โต 15-20% ชูหลายกลยุทธ์รักษากำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 14%
นายตัน ภาสกรนที ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป (ICHI) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ในปี 2558 จะเติบโต 15-20% ขณะที่กำไรจะเพิ่มขึ้นจากปี 2557 โดยมีนโยบายอัตรากำไรสุทธิไว้ไม่ต่ำกว่า 14% เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น แต่ยอมรับว่าลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับในช่วง 9 เดือน ปี 2557 ที่มีอัตรากำไรสุทธิได้ประมาณ 17% เพราะมีต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ ไบเล่ ซึ่งจะเริ่มขายในไตรมาส 2 ปี 2558
ทั้งนี้ การเติบโตในปี 2558 มาจากการบริโภคเครื่องดื่มชาเขียวกลับสู่ภาวะปกติ รวมถึงแผนการเพิ่มกำลังการผลิตจากประมาณ 1,000 ล้านขวด/ปี เป็นประมาณ 1,200 ล้านขวด ของสายการผลิตที่ 7 ในเดือน เม.ย.นี้ และในช่วงโลว์ซีซั่นมีแผนรับจ้างผลิต (โออีเอ็ม) นอกจากนี้ในไตรมาส 2 มีแผนที่จะเปิดตัวเครื่องดื่มไบเล่ ส่วนรายได้จากการส่งออกก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญขึ้นเป็นประมาณ 5% ของรายได้รวมหลังบริษัทร่วมทุนในอินโดนีเซียและส่งออกไปในพม่า
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในธุรกิจชาเขียวในประเทศยังมีความรุนแรงต่อเนื่องเป็นภาวะปกติ แต่ไม่ได้กังวลต่อผลกระทบ ส่วนการลงทุนรวมในปีนี้ บริษัทตั้งงบไว้สัดส่วนประมาณ 10-12% ของเป้าหมายรายได้ โดยแบ่งเป็นการซื้อเครื่องจักรใหม่ของสายการผลิต 7 ประมาณ 750 ล้านบาท ส่วนที่เหลือสัดส่วนหลักจะใช้ในงบด้านการตลาดเพื่อแคมเปญในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.นี้
สำหรับผลดำเนินงานในปี 2557 ยอมรับว่ารายได้จะออกมาต่ำกว่าปี 2556 ที่ทำได้ประมาณ 6,400 ล้านบาท และไม่เป็นไปตามเป้าหมายเดิมที่ต้องการเติบโตประมาณ 20% เพราะได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ส่วนกำไรยังสามารถเติบโตขึ้นได้ตามเป้าหมายจากแผนการบริหารลดต้นทุนและควบคุมค่าใช้จ่ายภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แหล่งข่าวจาก ICHI เปิดเผยว่า กลยุทธ์หลักในปี 2558 เพื่อทำให้อัตรากำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 14% และอัตรากำไรขั้นต้นที่ประมาณ 30-35% คือลดการจ้างผู้ผลิตชาเขียวภายนอกลงเหลือประมาณ 1-2% จากประมาณ 9% ของรายได้รวม หันมาใช้กำลังการผลิตของบริษัทเองที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตชาเขียวลดลงประมาณ 2 บาท/ขวด
ขณะเดียวกัน บริษัทจะรับจ้างผลิตจากภายนอกเพราะมีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยมากกว่า 20% และอัตรากำไรขั้นต้นที่ประมาณ 40-50% รวมถึงเพิ่มรายได้จากการส่งออก ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีประมาณ 30% ทำให้รายได้จากต่างประเทศเพิ่มเป็นประมาณ 5% จากปี 2557 ที่มีเพียง 0.5% ซึ่งตลาดที่ทำรายได้อย่างมีนัยสำคัญคือ ตลาดใหม่ อินโดนีเซียและพม่า ซึ่งจะเริ่มทยอยขายไตรมาส 2 รวมถึงการเติบโตของตลาดส่งออกเดิม คือ ลาว พม่า และจีน
นอกจากนี้ ต้นทุนทางการเงินก็ยังลดลงหลังจากนำเงินจากการขายหุ้นไอพีโอไปชำระหนี้ในเดือน เม.ย. 2557 ช่วยลดดอกเบี้ยจ่ายเต็มปีนี้ลงเหลือประมาณ 20 ล้านบาท/ปี จากเดิมที่ต้องจ่ายที่ประมาณ 50 ล้านบาท/ปี







