posttoday
เชื่อมั่นฟื้น...เงินไหลบ่าเข้าหุ้น

เชื่อมั่นฟื้น...เงินไหลบ่าเข้าหุ้น

06 กุมภาพันธ์ 2558

สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” ร่วมกันแถลงถึงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน FETCO NIDA Investor Sentiment Index ประจำเดือน ก.พ. 2558 อยู่ที่ระดับ 115.59 จุด เพิ่มขึ้น 30.59% เมื่อเทียบกับค่าดัชนีของเดือนที่ผ่านมา สะท้อนมุมมองเชิงบวกของคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมตลาดทุนไทย 

สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” ร่วมกันแถลงถึงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน FETCO NIDA Investor Sentiment Index ประจำเดือน ก.พ. 2558 อยู่ที่ระดับ 115.59 จุด เพิ่มขึ้น 30.59% เมื่อเทียบกับค่าดัชนีของเดือนที่ผ่านมา สะท้อนมุมมองเชิงบวกของคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมตลาดทุนไทย 

“วรวรรณ ธาราภูมิ” ในฐานะประธานกรรมการ FETCO ได้ขยายความเพิ่มเติมว่า ดัชนีความเชื่อมั่นดังกล่าว จะสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า และค่าของดัชนีที่ออกมาทำให้เห็นภาพทิศทางตลาดหุ้นยังอยู่ในกรอบทรงตัว แต่มีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน

ในบรรดาของกลุ่มผู้ลงทุนทั้ง 4 ประเภท ปรากฏว่านักลงทุนประเภทบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เกินกว่าครึ่งของกลุ่มนี้ หรือประมาณ 60% คาดการณ์ว่าตลาดหุ้นไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะมีแนวโน้มร้อนแรง

ส่วนที่เหลืออีก 3 กลุ่ม คือ นักลงทุนรายย่อย สถาบันในประเทศ และสถาบันต่างประเทศ ต่างมองใกล้เคียงกันว่าภาพตลาดหุ้นจะทรงตัว ทั้งนี้มุมมองของสถาบันต่างประเทศถึง 83% ที่คาดว่าตลาด
จะทรงตัว ส่วนกลุ่มที่ไม่ลงทุนมากที่สุด  มีมุมมองตรงกันว่าเป็นกลุ่มทรัพยากร โดยยกให้หมวดอสังหาริมทรัพย์เป็นกลุ่มที่น่าลงทุนมากที่สุด 

ขณะที่กลุ่ม บล.มองว่ากลุ่มที่ไม่น่าลงทุนมากที่สุดใน 3 เดือนข้างหน้าคือกลุ่มบริการ  ตามด้วยกลุ่มเกษตรและทรัพยากร

สำหรับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด คือ สถานการณ์ในต่างประเทศ เศรษฐกิจในประเทศ และนโยบายด้านเศรษฐกิจ ตามลำดับ

ทั้งนี้ สถานการณ์ต่างประเทศ อย่างเช่น การจัดการภาระหนี้ของกลุ่มประเทศยูโรโซน  สถานการณ์ความผันผวนของราคาน้ำมัน การนำนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางต่างประเทศ สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ การก่อการร้าย สำหรับปัจจัยในประเทศ นักลงทุนยังคงให้ความสำคัญกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน สถานการณ์ทางการเมือง ที่เกี่ยวโยงกับโครงการจำนำข้าว

“เผดิมภพ สงเคราะห์” ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย กล่าวเสริมว่า ขณะนี้ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนจากเงินปันผลในหุ้น และพันธบัตรอายุ 1 ปี ห่างมากเพิ่มขึ้นเป็น 4% เทียบกับการมีคิวอีรอบก่อนหน้านี้อยู่ในช่วง 3% ทำให้ตลาดหุ้นไทยจะได้รับอานิสงส์จากคิวอีของธนาคารกลางยุโรปในรอบนี้มากกว่าตลาดพันธบัตร

ดังจะเห็นได้จากในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิในตลาดพันธบัตร สอดคล้องกับยอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้น สะท้อนให้เห็นว่าเงินทุนต่างชาติไม่ได้ไหลออก แต่ไหลเข้าตลาดหุ้นแทน

ผลดังกล่าวมีโอกาสดันให้อัตราราคาเทียบกับกำไรสุทธิต่อหุ้น (พี/อี) ตลาดหุ้นไทยในช่วง 3 เดือนข้างหน้า มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 15-16 เท่า หรือคิดเป็นดัชนีระดับ 1,550-1,650 จุด และในช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสแตะระดับ 1,750 จุด จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว

“การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีในช่วง 3 เดือนข้างหน้าจะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ เพราะปัจจัยพื้นฐานของบริษัทไม่ได้เปลี่ยน”

การลงทุนในช่วงนี้ยังคงแนะนำให้ใช้กลยุทธ์การเลือกซื้อหุ้นรายตัว นักลงทุนไม่ควรกราดซื้อเป็นรายกลุ่มเหมือนที่ผ่านมา กลุ่มหุ้นที่แนะนำให้ลงทุน เช่น รับเหมาก่อสร้างแนะนำบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ ( ITD) บริษัท ช.การช่าง (CK) และบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) ส่วนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์  แนะนำหุ้นบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC) บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ (SENA) บริษัท มั่นคงเคหะการ (MK) บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) หรือ AP ส่วนกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม หุ้นเด่นได้แก่ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA)

ใครชอบหุ้นกลุ่มไหน หรือตัวไหน เลือกซื้อได้เลย

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน