
ตลาดหุ้นจีนปี’58 สดใสหรือร่วงลง
โดย ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์
โดย ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์
สวัสดีครับ พบกันฉบับแรกสำหรับปีนี้นะครับ และในช่วงปีนี้ผมจะหยิบยกเรื่องราวที่น่าสนใจมาให้ผู้อ่านได้อ่านทุกสัปดาห์แรกและสัปดาห์ที่ 3 ของแต่ละเดือน เพื่อให้ข้อมูล Update กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยฉบับนี้ผมขอพูดถึงเศรษฐกิจของประเทศที่มีขนาดใหญ่และมีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลกอย่างจีนกันบ้างนะครับ
เนื่องจากในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจจีนเติบโตชะลอลงโดยขยายตัวเพียง 7.4% จาก 7.7% ในปีก่อนหน้า จากผลกระทบของเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวช้ากว่าคาดหลังเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้าและแนวทางการปฏิรูปของเศรษฐกิจภายในประเทศของทางการจีน ทั้งในส่วนของการส่งออก ความเชื่อมั่นผู้บริโภค รวมทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์จีนเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์
ขณะที่ในปีนี้ผมมองว่าจีนจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับความชัดเจนเป็นรูปธรรมของการสานต่อของนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการจีนว่าจะสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องเพียงใด ซึ่งหากทำได้อย่างราบรื่นแล้วนั้น ก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจจีนมีโอกาสรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ประมาณ 7.3-7.4% ซึ่งหลักๆ มาตรการดังกล่าวสามารถแยกเป็น 3 นโยบายหลักด้วยกัน คือ
ด้านนโยบายการเงิน คือ การเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจผ่านธนาคารกลางจีน (PBOC) เช่น การปรับลดอัตราส่วนเงินฝากขั้นต่ำที่ธนาคารพาณิชย์ต้องถือเก็บไว้สำรองในรูปของเงินสดหรือฝากไว้ที่ธนาคารกลาง หรือที่เรียกว่า Required Reserve Ratio (RRR) ซึ่งปัจจุบันตัวเลข RRR อยู่ที่ 20% ซึ่งลดลงจาก 25% ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้ภาคธนาคารพาณิชย์มีปริมาณเงินที่สามารถนำไปปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น/การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ (Low Income) โดยเฉพาะเกษตรกรผ่านการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ (โครงการ PSL) การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 14 วัน การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.4% เพื่อลดต้นทุนภาระค่าใช้จ่ายของผู้กู้ยืม ซึ่งจะสนับสนุนให้เกิดการบริโภคและการลงทุนมากขึ้น และช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้หมุนเวียนมากขึ้น
นโยบายที่สอง ได้แก่ นโยบายการคลัง ซึ่งเป็นแผนการลงทุนระยะยาวของภาครัฐในการนำเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการค้าการลงทุนระหว่างประเทศทั้งของภาครัฐและภาคเอกชนผ่านการอำนวยความสะดวกและลดต้นทุนการขนส่ง รวมทั้งสนับสนุนการจ้างงานในประเทศและสร้างรากฐานการพัฒนาประเทศให้มีความยั่งยืน โดยมีแนวทางในการเชื่อมต่อเส้นทางการคมนาคมภายในประเทศผ่านโครงการ One Belt One Road เพื่อสร้างชุมชนชนบทให้เป็นชุมชนเมือง (Urbanization) ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางหลักในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบัน
รวมทั้งการเชื่อมต่อเส้นทางภายในประเทศกับประเทศต่างๆ ในแถบยุโรป อินเดีย เวียดนาม ภายใต้โครงการ Silk Road หรือเส้นทางสายไหม โดยเม็ดเงินลงทุนผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนี้มีเม็ดเงินเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยในปีนี้ทางการจีนยังมีแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานกว่า 12,000 พันล้านหยวน ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมากว่า 10% และในช่วงที่ผ่านมาอัตรา Urbanization ก็ได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทางการจีนในการผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจให้เป็นไปตามแผนอย่างแท้จริง นอกเหนือจากแนวทางการลดอัตราภาษีนิติบุคคล จากปัจจุบันอยู่ที่ 25% และขยายเพดานฐานภาษีให้กับธุรกิจ SMEs เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานให้กับผู้ประกอบการและเพิ่มรายได้ รวมทั้งสร้างแรงจูงใจให้นำ
เงินไปลงทุนมากขึ้น
นโยบายสุดท้าย ได้แก่ นโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ผ่านการปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปภาษี และปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาในการปฏิรูปอีกช่วงเวลาหนึ่ง แต่ก็คาดว่าหากทำได้จริงแล้วนั้น จะส่งผลให้เศรษฐกิจจีนมีการเติบโตอย่างเสถียรภาพและมีความโปร่งใสในการบริหารจัดการประเทศมากขึ้น
หากมองตลาดหุ้นจีนในปีนี้ ผมมองว่าความน่าสนใจของการลงทุนในห้นุจีนอยู่ที่การประเมินมูลค่าหุ้นของจีนในปัจจุบันกับการคาดการณ์การเติบโตของมูลค่าในอนาคตจากพื้นฐานเศรษฐกิจว่ายังอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่อย่างไร หากพิจารณาจากระดับราคาหุ้นต่อกำไร (P/E) ตลาดหุ้นจีนทั้ง A และ H Shares ปัจจุบันยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี รวมทั้งระดับ P/E ปัจจุบันที่ยังต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยภูมิภาค ขณะที่การเติบโตของรายได้บริษัทมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นแล้วนั้นก็นับได้ว่าหุ้นจีนยังคงมีมูลค่าไม่แพงและยังมีโอกาสปรับตัวต่อได้
ขณะที่อีกหนึ่งความน่าสนใจ ได้แก่ การผลักดันนโยบายของทางการจีนในการเชื่อมต่อตลาดหุ้นจีนและฮ่องกงให้สามารถซื้อขายระหว่างกันได้ภายใต้โครงการ A-H Shares inter-connect (โดย A-Share หมายถึง หุ้นจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จีน และ H-Share หมายถึง หุ้นจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง) ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันจะมีปริมาณการซื้อขายที่ไม่มากนักภายใต้โครงการนี้ เนื่องจากเพิ่งเริ่มเข้าสู่การเปิดโครงการ แต่ก็เชื่อว่าด้วยความน่าสนใจของจีนที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่และมีบทบาทเพิ่มขึ้นในเวทีโลก รวมทั้งการผลักดันให้บริษัทในจีนระดมทุนผ่านตลาดหุ้นมากขึ้น และแนวโน้มการเปลี่ยนพฤติกรรมการฝากเงินมาเป็นการลงทุนในหุ้นมากขึ้นนั้น จะสามารถผลักดันให้ตลาดหุ้นจีนยังคงมีความน่าสนใจและยังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้ในอนาคต
จากมุมมองว่าตลาดหุ้นจีนยังมีโอกาสไปต่อและมีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนที่ดี แต่คาดว่าในช่วงระยะสั้นอาจเผชิญความผันผวนจากกระแสข่าวและการประกาศมาตรการต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศบ้าง ซึ่งในด้านการลงทุนในช่วงตลาดลักษณะนี้ การลงทุนในลักษณะของการจับจังหวะเข้าลงทุนในช่วงตลาดขึ้นลงผันผวน เช่น Trigger Fund จะเป็นกลยุทธ์ที่สามารถสร้างผลตอบแทนในช่วงสั้นๆ ได้







