
สงครามค่าเงิน
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.60-32.90 ในสัปดาห์นี้ โดยปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีของสหรัฐ ที่ออกมาในคืนวันศุกร์ที่แล้ว ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่จะออกมาในวันศุกร์ และตัวเลขผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของประเทศหลัก ซึ่งจะช่วยสะท้อนมุมมองของผู้ประกอบการ ทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการ ว่ากิจกรรมทางธุรกิจปรับดีขึ้นจากเดือนก่อนหรือไม่
สายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย คาดว่า ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.60-32.90 ในสัปดาห์นี้ โดยปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีของสหรัฐ ที่ออกมาในคืนวันศุกร์ที่แล้ว ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่จะออกมาในวันศุกร์ และตัวเลขผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของประเทศหลัก ซึ่งจะช่วยสะท้อนมุมมองของผู้ประกอบการ ทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการ ว่ากิจกรรมทางธุรกิจปรับดีขึ้นจากเดือนก่อนหรือไม่
ทั้งนี้ เราคาดว่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงกว่าสัปดาห์ก่อน เนื่องจากเราคาดว่าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ จะออกมาแข็งแกร่ง และหนุนให้นักลงทุนกลับมาพูดถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อีกครั้ง หลังการอัดฉีดเงินของธนาคารกลางยุโรปเป็นที่สนใจมากในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นักวิเคราะห์ คาดว่า ตลาดแรงงานสหรัฐจะมีการจ้างงานนอกภาคเกษตรมากขึ้นถึง 2.3 แสนตำแหน่งในเดือน ม.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 2.52 แสนตำแหน่งในเดือนก่อน ถือเป็นการเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 แสนตำแหน่งเป็นเดือนที่ 12 ติดต่อกัน ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 1994 แต่อัตราการว่างงานจะยังคงอยู่ที่ 5.6% แต่ต้องติดตามค่าจ้างแรงงานชาวสหรัฐจะปรับขึ้นหรือไม่ ส่วนปัจจัยที่จะกระทบ คือ ความต้องการซื้อเงินเหรียญสหรัฐของผู้นำเข้าและนักลงทุนข้ามชาติ เป็นปัจจัยที่เราคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ โดยเรามองว่าจะยังมีความต้องการจากผู้นำเข้ามาซื้อเงินเหรียญสหรัฐและขายค่าเงินบาทอยู่ในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงต้นเดือน ก.พ.
ในสัปดาห์ก่อน เงินบาทเคลื่อนไหวหวือหวากว่าที่ผ่านมา โดยแข็งค่าขึ้นไประดับ 32.50 ในช่วงต้นสัปดาห์ หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยมีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2% ทำให้ตลาดผิดหวังเล็กน้อย หลังนักลงทุนบางส่วนเข้ามาทำสัญญาขายเงินบาทล่วงหน้า เนื่องจากมองว่า ธปท.จะลดดอกเบี้ย ดังนั้นจึงมีการปิดสัญญาลง ส่งผลให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าและทำให้มีแรงซื้อเงินเหรียญสหรัฐจากผู้นำเข้าอย่างหนาแน่น แต่เงินบาทโดนเทขายออกมาในวันพฤหัสบดี ทำให้ดีดกลับขึ้นไปที่ระดับ 32.70 เนื่องจากบริษัทไทยรายใหญ่เข้าซื้อเงินเหรียญสหรัฐเพื่อไปลงทุนในต่างประเทศ ประกอบกับผลการประชุมนโยบายการเงินของเฟดกล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐค่อนข้างดี ทำให้นักลงทุนยังมองว่าเฟดจะยังขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้อยู่ เงินบาทปิดตลาดที่ 32.70 (ณ วันศุกร์ เวลา 17.00 น.)
เงินยูโรเปิดตลาดที่ 1.1184 อ่อนค่าลงแรงจากสัปดาห์ก่อนที่ระดับ 1.16 ตามความกังวลของนักลงทุนต่อผลการเลือกตั้งของกรีซ ซึ่งพรรค Syriza ได้รับเสียงข้างมากไปครอง โดยพรรคนี้มีนโยบายต่อต้านการรัดเข็มขัดและต้องการเจรจาต่อรองการชำระหนี้ของกรีซ โดยภายหลังการเข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีคนใหม่แถลงนโยบายจะชะลอการแปลงรัฐวิสาหกิจออกไป ซึ่งมาตรการนี้เป็นหนึ่งในข้อแม้ที่กรีซเคยตกลงไว้กับยูโรโซนในช่วงที่ขอรับเงินช่วยเหลือ การชะลอกระบวนการดังกล่าวทำให้นักลงทุนวิตกว่าอาจมีการผิดนัดชำระหนี้ในระยะต่อไป ส่งผลให้เงินยูโรอ่อนค่าลงต่อเนื่องมาปิดตลาดที่ 1.1313 (ณ วันศุกร์ เวลา 17.00 น.)
นอกจากนี้ ยังทำให้ธนาคารกลางที่มีนโยบายผูกติดค่าเงินกับเงินยูโรต้องปรับลดดอกเบี้ยลง ล่าสุด ธนาคารกลางเดนมาร์กลดดอกเบี้ยลงมาที่ -0.5% จาก -0.35% เป็นการปรับลดครั้งที่ 3 ในรอบ 2 สัปดาห์ เพื่อทำให้ดอกเบี้ยเดนมาร์กต่ำกว่ายูโรโซน นอกจากนี้ธนาคารกลางสิงคโปร์ยังเปลี่ยนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 โดยประกาศจะควบคุมให้เงินเหรียญสิงคโปร์แข็งค่าช้าลงกว่าเดิมเมื่อเทียบกับสกุลเงินของประเทศคู่ค้า ทำให้เงินเหรียญสิงคโปร์อ่อนค่าลง 1% ภายในหนึ่งวัน
นับตั้งแต่ธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์ ตามมาด้วยธนาคารกลางยุโรป ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกปรับลดลงไปด้วย ซึ่งการที่ดอกเบี้ยลดลงได้ส่งผลให้ค่าเงินของสกุลเหล่านั้นอ่อนค่าลงด้วย ส่วนเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบแคบที่ 117.00-118.50 เนื่องจากไม่มีปัจจัยใหม่มาหนุนตลาด เงินเยนปิดตลาดที่ 117.68 (ณ วันศุกร์ เวลา 17.00 น.)







