
ตัดสิทธิสยามอินดิก้า
การเปิดยื่นซองประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล 9.99 แสนตัน แบบยกคลังทั้งสิ้น 168 คลังใน 36 จังหวัด มูลค่าขั้นต่ำ 1.16 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีเอกชนยื่นซองเสนอราคาซื้อข้าวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีผู้มาลงทะเบียน 100 ราย และมีผู้ผ่านคุณสมบัติในการยื่นเสนอราคา 96 ราย
การเปิดยื่นซองประมูลข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล 9.99 แสนตัน แบบยกคลังทั้งสิ้น 168 คลังใน 36 จังหวัด มูลค่าขั้นต่ำ 1.16 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีเอกชนยื่นซองเสนอราคาซื้อข้าวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีผู้มาลงทะเบียน 100 ราย และมีผู้ผ่านคุณสมบัติในการยื่นเสนอราคา 96 ราย
สำหรับเอกชนที่ถูกตัดสิทธิ 4 ราย โดยเอกสาร 3 รายที่ถูกตัดสิทธิเนื่องจากเอกสารไม่ครบถ้วน ส่วนที่เหลืออีก 1 ราย คือ บริษัท สยามอินดิก้า ที่แม้ว่าจะมีเอกสารต่างๆ ครบถ้วน แต่ถูกตัดสิทธิจากเป็นผู้ยื่นซองราคา เนื่องจากเป็นบริษัทที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลว่ามีความผิดกรณีทุจริตซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี 4 ฉบับ
ดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า สาเหตุที่ต้องตัดสิทธิ บริษัท สยามอินดิก้า ไม่ให้เข้าร่วมยื่นเสนอราคา เนื่องจากก่อนหน้านี้กรมได้ปรึกษากับทาง ป.ป.ช.ว่า บริษัทที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลจะมีสิทธิซื้อข้าวจากรัฐบาลได้หรือไม่ ซึ่ง ป.ป.ช.ยืนยันว่าไม่สามารถซื้อข้าวจากรัฐบาลได้จนกว่าคดีความจะเสร็จสิ้น แต่บริษัท สยามอินดิก้า ยังสามารถทำธุรกิจค้าซื้อขายข้าวได้ในตลาดปกติ ส่วนบุคคลอีก 15 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องและถูกชี้มูลการทุจริตขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หากเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม หรือเป็นกรรมการคนสำคัญของบริษัทค้าข้าวรายอื่นๆ จะทำให้บริษัทนั้นๆ ต้องตัดสิทธิ
“คณะอนุกรรมการระบายข้าวจะตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งว่าทั้ง 15 ราย ได้เข้าไปเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในบริษัทค้าข้าวอื่นๆ หรือมีการถือหุ้นไขว้กันไปมาในบริษัทอื่นๆ อีกหรือไม่ หากพบบริษัทนั้นๆ จะถูกตัดสิทธิเข้าร่วมการประมูลข้าวรัฐเช่นกัน โดยจะตรวจสอบให้เสร็จสิ้นภายใน 20 วัน ตามทีโออาร์ที่กำหนดให้ผู้ยื่นซองยืนราคาซื้อภายใน 20 วัน”
สำหรับการเปิดซองประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาลครั้งนี้ ดวงพร บอกว่า ค่อนข้างได้รับความสนใจจากเอกชนมาก เพราะได้กำหนดให้มีการยื่นซองเสนอราคาข้าว 1 ซอง ต่อ 1 คลัง ส่งผลให้เอกชนแต่ละรายยื่นซองเสนอราคามาตั้งแต่ 1-60 ซองขึ้นไป โดยพบว่ามีเอกชน 12 ราย ที่ยื่นซองตั้งแต่ 10 ซองขึ้นไป และยืนยันว่าราคาขั้นต่ำที่กำหนดเป็นราคาเริ่มต้น ไม่ใช่ราคาขาย ส่วนราคาเสนอจะเป็นเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ว่าราคาสุดท้ายเหมาะสมหรือไม่
ดวงพร บอกว่า ในส่วนการประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาลครั้งต่อไปนั้น จะพยายามให้เกิดขึ้นภายในเดือน ก.พ.นี้ โดยในปีนี้ตั้งเป้าหมายระบายข้าวรัฐให้ได้ 10 ล้านตัน ซึ่งจะมีทั้งข้าวคุณภาพ และข้าวเสีย ข้าวเสื่อมสภาพที่จะนำไปใช้เฉพาะในอุตสาหกรรมเท่านั้น ซึ่งมีปริมาณทั้งสิ้นกว่า 3-4 ล้านตัน โดยคาดว่าจะประมูลข้าวเสียและข้าวเสื่อมได้ตั้งแต่เดือน ส.ค.นี้เป็นต้นไป หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีต่างๆ เสร็จสิ้นแล้ว
“การเปิดประมูลข้าวเสียและข้าวเสื่อมสภาพน่าจะสามารถขายได้ครั้งละมากๆ เพราะเป็นคนละตลาดกับข้าวเพื่อการบริโภค และจะไม่กระทบกับราคาข้าวสารและข้าวเปลือกภายในประเทศ”







