
กสิกรชูตลาดหุ้นไทยเจ๋งสุด
คาดเงินไหลเข้าหนุนดัชนีเข้าเป้า 1,700 จุด ‘วศิน’ ซีอีโอใหม่เปิดเกมบุกกองส่วนบุคคล
คาดเงินไหลเข้าหนุนดัชนีเข้าเป้า 1,700 จุด ‘วศิน’ ซีอีโอใหม่เปิดเกมบุกกองส่วนบุคคล
บลจ.กสิกรไทย มั่นใจหุ้นไทยเด่นสุดในอาเซียน คาดเงินไหลเข้าดันดัชนีแตะเป้า 1,700 จุด ก่อนสิ้นปี
น.ส.ธิดาศิริ ศรีสมิต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ตลาดหุ้นไทยถือเป็นตลาดที่โดดเด่นที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากกำไรบริษัทจดทะเบียนมีอัตราการเติบโตสูง โดยปีนี้คาดว่าจะเติบโตประมาณ 14.5% ขณะที่ซื้อขายอยู่ที่ระดับราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) 15.3 เท่า
“ถ้าเทียบกับตลาดหุ้นมาเลเซีย ซึ่งคาดว่าปีนี้จะมีอัตราการเติบโต เพราะเป็นประเทศที่พึ่งพิงราคาพลังงานค่อนข้างมาก ขณะที่ฟิลิิปปินส์ซื้อขายกันอยู่ที่พี/อี 18 เท่า และอินโดนีเซียที่ดูเหมือนว่าการเมืองจะมีเสถียรภาพมากกว่าประเทศไทย แต่อัตราการขยายตัวของกำไรค่อนข้างต่ำไม่ถึง 10% แต่พี/อีอยู่ที่ 15 เท่า” น.ส.ธิดาศิริ กล่าว
อย่างไรก็ตาม จึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศหลังจากธนาคารกลางยุโรปเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการอัดฉีดเงินเข้าระบบ และทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขึ้นไปแตะที่ 1,700 จุด ซึ่งเป็นดัชนีเป้าหมายของ บลจ.กสิกรไทย ได้ก่อนสิ้นปีนี้
น.ส.ธิดาศิริ กล่าวว่า หากดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นไปแตะที่ระดับ 1,700 จุดอย่างรวดเร็วก็อาจจะไม่สามารถยืนได้ต่อเนื่อง เพราะกำไรบริษัทจดทะเบียนจะปรับตามขึ้นไปไม่ทัน ทำให้ขาดปัจจัยพื้นฐานสนับสนุน
“ปี 2558 ตลาดหุ้นไทยจะมีความผันผวนสูงจากปัจจัยความไม่แน่นอนทั้งภายในประเทศและนอกประเทศ ดังนั้นปีนี้จึงเน้นการเลือกหุ้นมากขึ้น โดยเลือกลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจะยังเติบโตได้ดีและได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ” น.ส.ธิดาศิริ กล่าว
นอกจากนี้ ผลจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงเหลือ 40-50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อาจจะต้องมีการปรับประมาณการตัวเลขทางเศรษฐกิจ โดยอาจเพิ่มอัตราการขยายตัวของการบริโภคในประเทศ และปรับลดอัตราเงินเฟ้อ
“ราคาน้ำมันที่ลดลงส่งผลให้การบริโภคในประเทศดีขึ้น โดยราคาน้ำมันในประเทศลดลงประมาณ 30% ขณะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกลดลงมาแล้ว 60% อย่างไรก็ตาม น่าจะเห็นผลชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง” น.ส.ธิดาศิริ กล่าว
นายชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า ปีนี้มีโอกาสที่เงินทุนต่างชาติจะไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ในประเทศ หากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งคาดว่าน่าจะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นไตรมาส 3 ปีนี้
“การไหลออกของเงินลงทุนในตราสารหนี้ไม่น่ากังวล เนื่องจากระดับการถือครองพันธบัตรของนักลงทุนต่างชาติอยู่ในระดับต่ำ โดยมีสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐอยู่เพียง 18% ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เพราะฉะนั้นเงินคงไหลออกไปไม่มาก นอกจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังมีเงินทุนสำรองในระดับสูง” นายชัชชัย กล่าว
นายนาวิน อินทรสมบัติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า ปีนี้หุ้นยังน่าลงทุนมากที่สุด แม้ว่าผลตอบแทนจะไม่ดีเท่ากับปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น
ต้องกระจายการลงทุนที่เหมาะสมและมีการคัดเลือกตราสารที่จะลงทุนมากขึ้น และเน้นไปที่ประเทศที่ได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ เช่น เอเชียบางประเทศและยุโรป
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2558 บลจ.กสิกรไทย ยังได้เปิดตัว นายวศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย หลังจากเข้ามารับตำแหน่งเมื่อต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา
นายวศิน กล่าวถึงแผนการดำเนินงานในปีนี้ โดยยืนยันที่จะรักษาตำแหน่งผู้นำในอุตสาหกรรมกองทุนไว้ให้ได้
ทั้งนี้ เมื่อสิ้นปี 2557 บลจ.กสิกรไทย มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) มูลค่ารวม 1.09 ล้านล้านบาท สูงที่สุดในธุรกิจจัดการกองทุน ซึ่งมีการเติบโตเพิ่มขึ้น 14% จากปีก่อนหน้า โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาด 21% และในปี 2558 มีเป้าหมายที่จะเพิ่มเอยูเอ็มให้เป็น 1.2 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 14% จากสิ้นปี 2557
“เราเป็นที่ 1 และไม่ว่าเมื่อไรเราก็ยังเป็นที่ 1 เสมอ” นายวศิน กล่าว
นายวศิน กล่าวอีกว่า เป้าหมายสำคัญในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.กสิกรไทย คือ การเพิ่มผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนให้ครอบคลุมตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้มากขึ้น และเน้นการเชื่อมต่อลูกค้ากับกสิกรไทย
“ในปัจจุบัน บลจ.กสิกรไทย เป็นที่ 1 ในด้านของฐานลูกค้า แต่เราจะทำอย่างไรให้ลูกค้าอยู่กับเราตลอดไป ไม่เปลี่ยนไปใช้บริการที่อื่น” นายวศิน กล่าว
นอกจากนี้ นายวศิน ยังกล่าวอีกว่า จากประสบการณ์ในสายงานบรรษัทธนกิจ ธนาคารกสิกรไทย จึงมั่นใจว่าจะสามารถต่อยอดธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะฐานลูกค้าที่เป็นธุรกิจครอบครัว
“ประมาณ 60% ของธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศไทยเคยเป็นลูกค้าของธนาคารกสิกรไทยแล้ว แต่เราจะทำอย่างไรที่จะต่อยอดในการให้คำแนะนำและทำให้ธุรกิจของลูกค้าเกิดประโยชน์มากที่สุด เช่น แนะนำให้เปลี่ยนการบริหารเงินในรูปแบบกงสีมาเป็นการจัดตั้งกองทุนของครอบครัว ที่ให้มืออาชีพบริหาร อย่างไรก็ตามยอมรับว่าการเปลี่ยนทัศนคตินี้คงต้องใช้เวลา” นายวศิน กล่าว







